องค์กรจำนวนมากยังใช้ระบบจ่ายค่าตอบแทนแบบ Job-Based จ่ายตาม “ชื่อตำแหน่ง” ขณะที่ความจริงกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าโครงสร้างเงินเดือนจะตามทัน
ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่น บทบาท Talent Acquisition
เมื่อ 5 ปีก่อน เรามองหา Recruiter วันนี้องค์กรชั้นนำมองหา Talent Intelligence & Brand Strategist ที่ต้องเข้าใจ AI sourcing, data analytics, employer branding, strategic workforce planning แต่ถ้าเงินเดือนยังผูกกับคำว่า “Recruiter” องค์กรกำลังจ่ายค่าตอบแทนแบบโลกเก่าให้กับงานในโลกใหม่
นี่คือจุดเริ่มต้นของ Skill-Based Reward
Skill-Based Reward ไม่ใช่แนวคิดใหม่ในเชิงทฤษฎี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือบริบท จากเดิมที่อาจจ่ายตามใบประกาศนียบัตรหรือคุณวุฒิ ปัจจุบันองค์กรจำเป็นต้องขยับสู่การจ่ายตาม “ทักษะที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริง” (Demonstrated Skills) และเชื่อมโยงกับผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์อย่างชัดเจน
ทักษะในวันนี้จึงไม่ต่างจาก “สกุลเงินใหม่” ที่มีมูลค่าสูง แต่เสื่อมค่าเร็ว หากไม่มีระบบบริหารจัดการที่แม่นยำและยืดหยุ่นเพียงพอ
วิกฤตที่มองไม่เห็น: เมื่อทักษะเปลี่ยนเร็วกว่าตำแหน่งงาน
ในระดับมหภาค การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบางอุตสาหกรรม ตัวเลขระดับโลกสะท้อนว่า งานจำนวนมากกำลังหายไป ขณะเดียวกันงานใหม่ก็เกิดขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ “ช่องว่างการปรับตัว” หรือ Reskill Gap ระหว่างสองฝั่งนั้น พนักงานจำนวนไม่น้อยกว่า 14-20 ล้านตำแหน่งที่หายไปอย่างถาวร ไม่ได้ถูกแทนที่เพราะตำแหน่งหายไป แต่เพราะทักษะไม่สอดคล้องกับงานรูปแบบใหม่
อีกด้านหนึ่ง สถิติชี้ว่าทักษะเกือบ 40% มีแนวโน้มล้าสมัยภายใน 5 ปี โดยเฉพาะสายเทคโนโลยีที่วงจรสั้นกว่านั้นมาก หากระบบค่าตอบแทนยังคงปรับขึ้นตามอายุงานเป็นหลัก องค์กรอาจกำลังเผชิญภาวะ “จ่ายแพงเกินจริงให้กับทักษะที่หมดอายุ” โดยไม่รู้ตัว
ขณะเดียวกัน พนักงานเองก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าการพัฒนาและการได้รับรางวัลที่เหมาะสมมีผลต่อการตัดสินใจอยู่ต่อกับองค์กร พนักงาน 68% พร้อมจะอยู่กับองค์กรนานขึ้นหากมีการ Upskill และ "ให้รางวัลที่เหมาะสม" ขณะที่ 73% ให้คุณค่ากับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับทักษะมากกว่าชื่อตำแหน่งงาน
นัยสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ Upskill แต่คือการออกแบบระบบรางวัลให้สะท้อนคุณค่าของทักษะอย่างแท้จริง
เมื่อทักษะเปลี่ยนเร็วกว่าตำแหน่งงาน ระบบบริหารคนจึงไม่อาจยึดติดกับ “เก้าอี้” อีกต่อไป แต่ต้องบริหาร “มูลค่าของความสามารถ” อย่างใกล้เคียง Real-time มากที่สุด
ความต่างเชิงกลยุทธ์: จาก Entitlement สู่ Value-added
เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง Job-Based Reward กับ Skill-Based Reward ไม่ควรมองเพียงรูปแบบการจ่าย แต่ควรมองถึงตรรกะการบริหารองค์กรที่ต่างกันด้่วย
Job-Based Reward ยึด “ค่างาน” และขอบเขตหน้าที่เป็นแกนหลัก รายได้เติบโตตามลำดับชั้นและรอบเวลา
Skill-Based Reward ยึด “ระดับทักษะที่พิสูจน์ได้” เป็นศูนย์กลาง และเชื่อมโยงกับผลลัพธ์จริง
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ การขยับจากการจ่ายตามสิทธิของตำแหน่ง (Entitlement) ไปสู่การจ่ายตามมูลค่าที่เพิ่มให้ธุรกิจ (Value-added)
ในเชิงปฏิบัติ ระบบแบบใหม่ยังช่วยเพิ่มความคล่องตัว องค์กรสามารถเคลื่อนย้ายบุคลากรตามโปรเจกต์ได้รวดเร็วขึ้น สนับสนุน Internal Mobility และลดการผูกติดกับ Job Description ที่ตายตัว
อย่างไรก็ตาม การบริหารแบบนี้ต้องอาศัยข้อมูลระดับรายบุคคล (Individual Skill Data) และเครื่องมือวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพ เพราะความซับซ้อนของข้อมูลสูงกว่าระบบเดิมหลายเท่า
ลองมาดูการเปรียบเทียบแบบชัดเจนจากตารางด้านล่าง

เมื่อองค์กรขยับจากแนวคิดแบบ Job-Based Reward แบบเดิม ไปสู่ Skill-Based Reward ที่รางวัลผูกกับความสามารถและผลลัพธ์ที่สร้างได้จริง ผลกระทบไม่ได้เกิดกับพนักงานเท่านั้น แต่จะเปลี่ยนมุมมองของ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด” ตั้งแต่ผู้บริหารที่ต้องบริหารต้นทุน HR ที่ต้องออกแบบระบบให้ยุติธรรม ไปจนถึงพนักงานที่ต้องเข้าใจว่า รายได้ของตนเองผูกกับการพัฒนาอย่างไร Stakeholder Perspective จึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญของความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
มุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เมื่อแนวคิด Skill-Based Reward ขยับจากกรอบทฤษฎี ไปสู่การใช้งานจริงในองค์กร คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ออกแบบระบบอย่างไร” แต่คือ “ใครได้รับผลกระทบ และแต่ละฝ่ายมองระบบนี้อย่างไร”
เพราะโครงสร้างค่าตอบแทนไม่ใช่เครื่องมือของ HR เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นกลไกที่เชื่อมโยงคน กลยุทธ์ และต้นทุนเข้าด้วยกัน การออกแบบ Skill-Based Reward ให้ยั่งยืน จึงต้องสร้างสมดุลระหว่าง 3 ฝ่ายหลัก
พนักงาน
ต้องการความโปร่งใสว่า ทักษะระดับใดนำไปสู่รายได้ระดับใด และองค์กรจะสนับสนุนทรัพยากรในการเรียนรู้อย่างไร
HR
ต้องเผชิญความท้าทายด้าน Data Scale อย่างชัดเจน จากเดิมที่บริหารเพียงชื่อตำแหน่งงานหลักร้อยรายการ ต้องขยายมาสู่ข้อมูลทักษะรายบุคคลนับพันรายการ ระบบ Manual จึงไม่เพียงพออีกต่อไป เทคโนโลยีและ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐาน
ผู้บริหาร / CEO
ต้องสามารถถอดรหัสกลยุทธ์ธุรกิจออกมาเป็นชุดทักษะวิกฤต (Critical Capabilities) เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาทที่จ่ายเพิ่ม สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันจริง ไม่ใช่เพียงต้นทุนที่สูงขึ้น
หากทั้งสามมุมมองไม่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกัน ระบบจะขาดความชอบธรรมในระยะยาว
บทเรียนจากองค์กรระดับโลก
เมื่อแนวคิด Skill-Based Reward เริ่มถูกพูดถึงในระดับกลยุทธ์ คำถามถัดมาคือ “ใครทำจริงแล้ว และทำอย่างไร”
องค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มขยับเข้าสู่โมเดลนี้อย่างเป็นระบบ ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียง HR Initiative แต่ยกระดับเป็นโครงสร้างเชิงระบบที่เชื่อมโยงกับการแข่งขันระยะยาว
Unilever: แนวคิด "Skill Collection" และระบบ Pay Mapping
Unilever เปลี่ยนจากการมอง "งาน" เป็น "ชุดทักษะ" (Skill Collection) โดยมีการคำนวณที่ชัดเจน เช่น กรณีศึกษาของ HRBP ที่ถูกวัดผลผ่าน Skill Score:
Technical Depth: HRBP A อาจมีผลประเมิน Skill Score ที่ 2.75 ซึ่งถูกนำไป Mapping เข้ากับ Payband 10 และได้รับ Skill Premium เพิ่มเติมอีก 6% ขณะที่ HRBP B ที่มีทักษะต่ำกว่าจะถูกจัดอยู่ใน Payband 9 และไม่มีส่วนเพิ่ม
Lesson Learned: ความโปร่งใสของ "ภาษาทักษะกลาง" (Skill Taxonomy) และการนำ Score มาแปลงเป็นตัวเงินจริง คือหัวใจสำคัญของการสร้างแรงจูงใจ
IBM: การบริหารด้วย AI และนโยบาย Skill Expiration
IBM ก้าวไปไกลถึงการใช้ AI วิเคราะห์ Skill Gap แบบ Real-time และกำหนดนโยบาย "อายุทักษะ 5 ปี" อย่างชัดเจน
Lesson Learned: ทักษะคือสกุลเงินที่มีวันหมดอายุ หากพนักงานไม่พัฒนาทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับตลาด AI จะระบุ Gap ทันที เพื่อให้หัวหน้างานตัดสินใจเรื่องค่าตอบแทนได้อย่างแม่นยำ
Deloitte: Multidimensional Skill Framework
Deloitte เน้นการสร้างระบบรองรับงานแบบ Project-based โดยจ่ายรางวัลตามทักษะที่นำมาใช้จริงในแต่ละโปรเจกต์ (Task-based Reward)
Lesson Learned: การมี "Common Language" สำหรับทักษะทั่วโลก ช่วยให้การจัดสรรคนเข้าทำงาน (Workforce Planning) มีประสิทธิภาพสูงสุด และลดระยะเวลาการปิดโปรเจกต์ลงได้จริง
ทว่าบทเรียนสำคัญไม่ใช่การคัดลอกโมเดลใดโมเดลหนึ่ง แต่คือการสร้าง “ภาษาทักษะกลาง” ที่ชัดเจน และเชื่อมโยงกับระบบรางวัลอย่างเป็นระบบ
พิมพ์เขียวการนำไปปฏิบัติ: 6 ขั้นตอนสู่ Skill-Based Reward
การเปลี่ยนผ่านสู่ Skill-Based Reward ไม่สามารถทำแบบ Big Bang ได้ในครั้งเดียว องค์กรที่ประสบความสำเร็จมักเริ่มจากการวาง “สถาปัตยกรรมทักษะ” ให้ชัดก่อนค่อยเชื่อมเข้ากับโครงสร้างค่าตอบแทนอย่างเป็นระบบ ต่อไปนี้คือ 6 ขั้นตอนสำคัญที่ทำหน้าที่เหมือนพิมพ์เขียวเชิงปฏิบัติ
1. Identification ระบุทักษะวิกฤต (Critical Skills)
จุดเริ่มต้นไม่ใช่การถามว่า “ใครควรได้เงินเพิ่ม” แต่คือการถามว่า “ทักษะใดขับเคลื่อนรายได้ ความได้เปรียบ หรือความอยู่รอดของธุรกิจ” ต้องระบุ Critical Skills ที่เชื่อมโยงกับกลยุทธ์โดยตรง ไม่ใช่เพียงทักษะที่กำลังเป็นที่นิยมในตลาดแรงงาน
2. Taxonomy สร้างภาษาทักษะกลาง
เมื่อรู้แล้วว่าทักษะใดสำคัญ ขั้นถัดมาคือการสร้างคำจำกัดความที่ชัดเจน กำหนดระดับความเชี่ยวชาญ (Proficiency Level) พร้อมเกณฑ์การประเมินเชิงพฤติกรรมที่ตรวจสอบได้ เพราะหากนิยามไม่ชัด ความยุติธรรมของระบบจะสั่นคลอนตั้งแต่ต้นทาง
3. Pay Model Selection เลือกโมเดลการจ่ายที่เหมาะสม
องค์กรต้องตัดสินใจว่าจะ…
Integrate: ปรับโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่ทั้งระบบ
Top-up: จ่ายส่วนเพิ่ม (Skill Premium) แยกจาก Base Salary
หรือ Hybrid: ผสมผสานทั้งสองแนวทาง
และควรตระหนักถึงความสำคัญว่า การเลือกโมเดลไม่ใช่แค่เรื่อง HR Design แต่เกี่ยวข้องกับต้นทุนระยะยาวและความยืดหยุ่นทางการเงินขององค์กร
4. Integration เชื่อมคะแนนทักษะเข้ากับโครงสร้างเงินจริง
เมื่อเลือกโมเดลแล้ว ระบบต้องสามารถแปลง “คะแนนทักษะ” ให้กลายเป็น “ระดับค่าตอบแทน” อย่างโปร่งใส เช่น การเชื่อม Skill Score เข้ากับ Payband หรือกำหนดช่วงรายได้ที่สัมพันธ์กับระดับความเชี่ยวชาญ นี่คือจุดที่แนวคิดเชิงกลยุทธ์ถูกแปลงเป็นกลไกที่พนักงานสัมผัสได้จริง
5. Governance วางระบบกำกับดูแลและการต่ออายุทักษะ
Skill-Based Reward จะยั่งยืนไม่ได้ หากไม่มีระบบ Validation และการกำหนด Skill Expiration องค์กรต้องมีรอบการประเมินซ้ำ เพื่อลดความเสี่ยงในการจ่ายค่าตอบแทนให้ทักษะที่ล้าสมัย
Governance จึงเป็นกลไกควบคุมต้นทุน และสร้างความชอบธรรมของระบบในระยะยาว
6. Pilot & Scale ทดลองในวงจำกัด ก่อนขยายผล
แทนที่จะปรับทั้งองค์กรทันที หลายแห่งเลือกเริ่มจากสายงานที่มี Skill Intensity สูง เช่น ไอที หรือดิจิทัล การ Pilot ช่วยให้เห็นผลกระทบจริง ปรับจุดบกพร่อง ก่อนขยายสู่ระดับองค์กรอย่างมั่นคง

ทั้ง 6 ขั้นตอนไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จ แต่เป็นโครงสร้างความคิดที่ช่วยให้องค์กรเดินอย่างมีทิศทาง เพราะท้ายที่สุด ความท้าทายของ Skill-Based Reward ไม่ใช่การออกแบบให้สวย แต่คือการทำให้ระบบใช้งานได้จริง โดยไม่สูญเสียความยุติธรรมและความยั่งยืนทางธุรกิจ
ระบบธรรมาภิบาลและความยั่งยืนของ Skill-Based Reward
(Governance & Sustainability)
การออกแบบ Skill-Based Reward จะสมบูรณ์ไม่ได้ หากขาดกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน เพราะเมื่อค่าตอบแทนผูกกับ “ทักษะ” ความเสี่ยงที่ตามมาคือ การประเมินที่คลาดเคลื่อน ต้นทุนที่บานปลาย หรือข้อพิพาททางกฎหมายแรงงานในระยะยาว
ดังนั้น Governance จึงเป็นโครงสร้างค้ำยันความน่าเชื่อถือของระบบทั้งหมด โดยมีแนวทางสำคัญที่องค์กรควรพิจารณา ได้แก่
1. Element-based Pay Structure : แยก Skill Premium ออกจาก Base Salary อย่างชัดเจน
หนึ่งในหลักการสำคัญคือการออกแบบค่าตอบแทนแบบ “องค์ประกอบ” (Element-based) Skill Premium ควรถูกกำหนดเป็นส่วนเพิ่มที่แยกจากเงินเดือนฐาน เพื่อให้องค์กรสามารถปรับลดหรือยกเลิกได้ เมื่อทักษะนั้นหมดอายุ ไม่ถูกใช้งาน หรือไม่ใช่ Critical Skill อีกต่อไป
แนวทางนี้ช่วยรักษาความยืดหยุ่นทางการเงิน และลดความเสี่ยงด้านข้อพิพาทแรงงาน เพราะไม่ได้กระทบต่อโครงสร้างเงินเดือนหลักโดยตรง
2. Calibration & Validation : สร้างกลไกตรวจสอบเพื่อลดความลำเอียง
การประเมินทักษะที่ผูกกับเงิน ย่อมเพิ่มแรงกดดันต่อหัวหน้างานและผู้ประเมิน องค์กรจึงควรจัดตั้งคณะกรรมการกลาง หรือใช้ระบบ Cross-functional Review เพื่อทำ Calibration ผลการประเมิน
เป้าหมายไม่ใช่เพียงความถูกต้อง แต่คือการลด Bias และสร้างความเชื่อมั่นในความยุติธรรมของระบบ
3. Skill Expiration Management : บริหารวงจรชีวิตของทักษะอย่างเป็นระบบ
ในเศรษฐกิจฐานทักษะ ความสามารถควรมีวงจรชีวิต (Skill Lifecycle) การกำหนดรอบ Re-validation ทุก 2 – 3 ปี เพื่อช่วยให้องค์กรมั่นใจว่า กำลังจ่ายค่าตอบแทนให้กับทักษะที่ยังสร้างคุณค่าเชิงกลยุทธ์จริง
แนวคิดนี้ยังทำหน้าที่เป็นกลไกควบคุมต้นทุน (Overpay Prevention) และกระตุ้นวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในเวลาเดียวกัน
Skill - Based Reward ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสร้างแรงจูงใจ แต่เป็นระบบที่ต้องได้รับความเชื่อมั่นจากทุกฝ่าย หากไม่มี Governance ที่ชัดเจน ระบบอาจกลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไร้ทิศทาง หรือสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมในองค์กร
แต่หากออกแบบอย่างรอบคอบ Governance จะกลายเป็นกลไกที่ทำให้ ความยืดหยุ่น ความเป็นธรรม และความยั่งยืนเดินไปพร้อมกันได้

แม้ “No One Size Fits All” ยังคงเป็นความจริงในการออกแบบระบบค่าตอบแทน แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ ในโลกที่ทักษะเปลี่ยนเร็วกว่าตำแหน่งงาน องค์กรไม่สามารถยึดโครงสร้างแบบเดิมได้อีกต่อไป
Skill-Based Reward ไม่ใช่เพียงเรื่องของ HR แต่คือการวางรากฐานให้มั่นใจว่ามูลค่าของความสามารถที่แท้จริง ถูกสะท้อนในระบบ Total Rewards อย่างโปร่งใส แม่นยำ และสอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กร
ข้อเสนอแนะสำหรับองค์กรที่อยากเริ่มต้น
หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกอยากเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านสู่ Skill - Based Reward แม้ว่าอาจดูเป็นเรื่องใหญ่และซับซ้อน แต่ในความเป็นจริง การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ สิ่งสำคัญคือการก้าวแรกที่มีทิศทางชัดเจน
เริ่มให้เล็ก (Start Small)
อย่าพยายามปรับทั้งองค์กรในคราวเดียว เลือกจุดที่ทักษะสร้างมูลค่าทางธุรกิจสูงที่สุดก่อน เพื่อเรียนรู้ ปรับปรุง และสร้างความเชื่อมั่นจากผลลัพธ์จริง
ใช้เทคโนโลยีเป็นแกนกลาง
การบริหารข้อมูลทักษะรายบุคคลมีความซับซ้อนสูง เกินกว่าระบบ Manual จะรองรับได้ในระยะยาว
เครื่องมือด้าน People Analytics และ AI จึงไม่ใช่ทางเลือกเสริม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบใหม่
สื่อสารเชิงรุกและโปร่งใส
เมื่อค่าตอบแทนผูกกับทักษะ เกณฑ์การประเมินต้องชัดเจน ตรวจสอบได้ และอธิบายได้ เพราะความเข้าใจคือจุดเริ่มต้นของความยอมรับ

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนสู่ Skill - Based Reward ไม่ใช่เพียงโครงการของฝ่ายบุคคล แต่มันคือการประกาศจุดยืนขององค์กรว่า “เราให้คุณค่ากับความสามารถที่สร้างผลลัพธ์จริง” และเมื่อระบบสะท้อนคุณค่านั้นอย่างยุติธรรม พนักงานที่พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ก็จะได้รับการเห็นคุณค่าอย่างเหมาะสม ซึ่งไม่เพียงสร้างแรงจูงใจในวันนี้ แต่ยังเป็นรากฐานให้ทั้งคนและองค์กร เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนในวันข้างหน้า
บทความนี้เรียบเรียบขึ้นจากการบรรยายในหัวข้อ Skills as the New Currency: Rethinking Rewards for the Future Workforce โดย คุณพิชญ์พจี สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ, WeFlex Consulting ในงาน Total Rewards Forum 2026 จัดโดย สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT)





