
ในยุคงบประมาณจำกัด คำถามไม่ใช่ “จะขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์” แต่คือ “เงินที่มีอยู่ ควรถูกใช้จ่ายลงไปตรงไหนมากที่สุด”
การปรับขึ้นเงินเดือนจึงไม่ใช่เรื่องตัวเลข แต่คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สะท้อนว่าองค์กรให้คุณค่ากับ “ผลงาน” มากกว่า “ความเคยชิน”
หัวใจของความท้าทายนี้คือการที่องค์กรต้องบริหารจัดการ 2 มุมมองไปพร้อมกันคือ
มุมมององค์กร ค่าตอบแทนคือ ต้นทุนและค่าใช้จ่าย (cost) ที่ต้องควบคุมอย่างรัดกุม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
มุมมองเชิงกลยุทธ์ ค่าตอบแทนคือ เครื่องมือสร้างขีดความสามารถ (capability) ขององค์กร เพื่อดึงดูด รักษา และจูงใจบุคลากรที่มีศักยภาพสูงให้ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า
ในบริบทเช่นนี้ การเลือก “คุมต้นทุน” หรือ “ลงทุนกับคน” เพียงด้านใดด้านหนึ่ง จึงไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป แต่คือ การออกแบบจุดสมดุลใหม่ ระหว่างมุมมองทั้ง 2 ด้าน
การปรับกระบวนทัศน์: จากการกระจายสู่การจัดสรรเชิงกลยุทธ์
เมื่อถอดรหัสแนวคิดจากการสัมมนา Designing Bonus & Salary Increase in a Low-Budget Era โดย คุณวรกิต เตชะพะโลกุล กรรมการผู้จัดการ People Insight Co.,Ltd. และที่ปรึกษาโครงการ Total Remuneration Survey, PMAT ชี้ให้เห็นถึงหัวใจสำคัญของการปรับวิธีคิดในการบริหารค่าตอบแทน จากแนวทางเดิมที่เน้น "การจัดสรรทรัพยากรให้ทุกคน" (Mass Distribution) ไปสู่การ "การกระจายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์" (Strategic Differentiation)
Strategic Differentiation คือการออกแบบค่าตอบแทนและโบนัสให้มุ่งไปยังบุคลากรและผลงานที่สร้าง “ผลกระทบสูงสุด” ต่อความสำเร็จขององค์กร ไม่ใช่การให้ทุกคนในอัตราเดียวกัน แต่เป็นการให้ ถูกคน ถูกบทบาท และถูกจังหวะ ภายใต้หลักการที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถอธิบายได้ เพื่อรักษาความรู้สึกเป็นธรรม (Equity) ในสายตาของพนักงาน
การเปลี่ยนแนวคิดนี้ ไม่ใช่การลดคุณค่าของคนส่วนใหญ่ แต่คือการยอมรับความจริงว่า ในยุคทรัพยากรจำกัด องค์กรไม่สามารถใช้เงินแบบ “หว่าน” ได้อีกต่อไป และจำเป็นต้องใช้ทุกบาทให้สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์อย่างแท้จริง
การปรับกระบวนทัศน์จาก การกระจาย สู่ การจัดสรร จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็นในการรับมือกับความท้าทายของโลกธุรกิจปัจจุบัน

เมื่อองค์กรตัดสินใจขยับจากการ “กระจายให้ทุกคน” ไปสู่การ “จัดสรรเชิงกลยุทธ์” คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ประเด็นสำคัญและความท้าทายที่ผู้บริหารและฝ่ายทรัพยากรบุคคลไม่อาจมองข้ามคืออะไร การบริหารค่าตอบแทนในบริบทใหม่นี้ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของงบประมาณที่ลดลง แต่คือการตั้งคำถามกับกรอบคิดเดิมที่เคยใช้ได้ผลในอดีต
3. เงินเดือนทับซ้อน และความเป็นธรรม (Salary Compression & Equity)
Salary Compression: ตลาดแรงงานที่เงินเดือนขยับเร็ว ทำให้พนักงานใหม่มีค่าตอบแทนใกล้เคียงหรือสูงกว่าพนักงานเดิมที่มีประสบการณ์มากกว่า
Internal Equity: ขณะที่องค์กรจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจว่าพนักงานที่ปฏิบัติงานในระดับค่าเดียวกัน (Job Grade) ได้รับค่าตอบแทนที่อยู่ในช่วงที่ใกล้เคียงกันและสอดคล้องกับผลการปฏิบัติงาน เพื่อรักษาความเป็นธรรมภายในองค์กร
พนักงานจำนวนมากยังมองค่าตอบแทนผ่านเลนส์ของเงินเดือนและโบนัสเป็นหลัก (Tangible Reward) จึงเกิดความท้าทายว่าองค์กรควรสื่อสารอย่างไรให้พนักงานเห็นคุณค่าของรางวัลในมิติอื่น โดยเฉพาะรางวัลทางอารมณ์ (Emotional Reward) เช่น โอกาสในการเติบโต การพัฒนาทักษะ และสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ซึ่งล้วนเป็นแรงจูงใจระยะยาวที่สำคัญไม่แพ้กัน
ทั้ง 4 ประเด็นสะท้อนชัดว่า องค์กรกำลังพึ่งพา “รางวัลที่เป็นตัวเงิน” มากเกินไป ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนในยุคงบประมาณจำกัด
หากต้องการหลุดออกจากวงจรนี้ องค์กรจำเป็นต้องขยายมุมมองให้กว้างขึ้น และนี่คือจุดที่ Total Rewards Framework เข้ามามีบทบาทในการจัดระบบคุณค่าทั้งหมดที่องค์กรเสนอให้กับพนักงาน ทั้งในสิ่งที่จับต้องได้ และคุณค่าทางใจ
หากองค์กรยังมอง “รางวัล” แค่เงินเดือนและโบนัส ก็เท่ากับกำลังใช้เครื่องมือไม่ครบมือ ในวันที่งบประมาณยิ่งจำกัด และการแข่งขันยิ่งสูงขึ้น
Total Rewards Framework คือกรอบคิดเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมของ “คุณค่าทั้งหมด” ที่มอบให้แก่พนักงาน ทั้งสิ่งที่เป็นตัวเงินและสิ่งที่ไม่สามารถตีราคาได้ตรง ๆ
หัวใจของกรอบแนวคิดนี้คือการขยายมุมมองจากคำถามว่า “จะจ่ายเท่าไร” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ “รางวัลแบบใด สร้างแรงจูงใจและผลกระทบต่อองค์กรได้มากที่สุด”
เราสามารถจัดระบบ Total Rewards ออกเป็น 2 แกนหลักคือ
สิ่งที่จับต้องได้ vs. จับต้องไม่ได้
ผลกระทบระดับรายบุคคล vs. ระดับองค์กร

เมื่อนำสองแกนนี้มาซ้อนกัน ก็จะได้องค์ประกอบของรางวัลออกมาเป็น 4 กลุ่มหลัก ซึ่งช่วยให้องค์กรออกแบบกลยุทธ์การจูงใจได้อย่างสมดุล ไม่ผูกทุกอย่างไว้กับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว
เพื่อให้เห็นว่า “เงิน” เป็นเพียงหนึ่งในสี่ของเกมทั้งหมด และในยุคงบประมาณตึงตัว รางวัลที่ไม่ใช่ตัวเงินอาจเป็นความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่ทรงพลังที่สุด
ในวันที่งบประมาณตึงตัว การปรับขึ้นเงินเดือนด้วยสูตรเดิม ๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป และอาจยิ่งสร้างปัญหาในระยะยาว องค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการ “เฉลี่ยให้ทั่ว” มาเป็นการ “จัดสรรให้ตรงจุด”
แนวทางที่ 1: ปรับจากฐานเงินเดือน (Base Salary)
หลักการ: นำเปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือนไปคูณกับฐานเงินเดือนปัจจุบันของพนักงานแต่ละคน
ข้อดี-ข้อเสีย: เป็นวิธีที่ง่ายและเป็นที่คุ้นเคย แต่มีข้อเสียเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญคือจะทำให้ช่องว่างของเงินเดือนระหว่างพนักงานที่มีฐานเงินเดือนสูงและต่ำ ถ่างกว้างออกจากกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะได้รับเปอร์เซ็นต์การขึ้นเท่ากันก็ตาม
แนวทางที่ 2: ปรับจากอัตรากลาง (Mid-point)
หลักการ: นำเปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือนไปคูณกับอัตราค่าจ้างกลาง (Mid-point) ของระดับงาน (Job Grade) นั้นๆ ซึ่งที่สำคัญคือ อัตรากลางนี้มาจากการเทียบเคียงกับอัตราค่าจ้างในตลาดแรงงาน (Market Rate)
ข้อดี-ข้อเสีย: วิธีนี้มีข้อดีเชิงกลยุทธ์คือ ช่วยเร่งให้เงินเดือนของพนักงานที่ยังต่ำกว่าค่ากลางของตลาดขยับเข้าใกล้เร็วขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ขณะเดียวกันก็ช่วยชะลออัตราการเพิ่มของพนักงานที่เงินเดือนสูงอยู่แล้วไม่ให้เกินกรอบโครงสร้างเงินเดือนเร็วเกินไป
เงื่อนไขสำคัญ: การจะใช้วิธีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจำเป็นต้องมี 1) โครงสร้างเงินเดือนที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน และ 2) การสื่อสารและการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) ที่ดี เพื่อให้ผู้จัดการและพนักงานเข้าใจเหตุผลและประโยชน์ของวิธีการใหม่นี้
หลักคิดที่ 1 โฟกัสคนที่ “เสียไม่ได้”
ระบุกลุ่มบุคลากรสำคัญ (Cannot Afford to Lose) สิ่งแรกที่ต้องทำคือการระบุกลุ่มพนักงานที่บริษัทไม่สามารถเสียไปได้ ซึ่งโดยทั่วไปมักจะเป็นกลุ่ม Talent, Successor และผู้ที่ดำรงตำแหน่งงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด (Critical Position) จากนั้นควรพิจารณาแบ่งงบประมาณส่วนหนึ่งไว้เป็น Special Adjustment เพื่อใช้ปรับเงินเดือนเพิ่มเติมให้กับคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ เป็นการลงทุนเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร
หลักคิดที่ 2 ไม่จำเป็นต้องขึ้นเงินเดือนให้ทุกคน
พิจารณาไม่ปรับขึ้นเงินเดือนสำหรับทุกคน จากแนวคิดที่ว่าผลการปฏิบัติงานของคนส่วนใหญ่มักจะเข้าสู่ภาวะคงที่หรือลดลงหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง (S-Curve) ในขณะที่เงินเดือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมีความสมเหตุสมผลที่จะพิจารณา ไม่ปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงานที่มีผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน (เช่น เกรด D, E) ในกรณีที่งบประมาณมีจำกัดอย่างยิ่งยวด การจัดสรรเชิงกลยุทธ์นี้อาจหมายรวมถึงการไม่ปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงานที่มีผลงานตามมาตรฐานแต่ไม่โดดเด่น (เกรด C) เพื่อสงวนทรัพยากรไว้สำหรับกลุ่มบุคลากรที่มีผลงานสูงสุด
หลักคิดที่ 3 เปลี่ยน Fixed Cost ให้เป็น Variable Cost
แทนที่จะใส่เงินทั้งหมดลงในฐานเงินเดือน องค์กรสามารถแปลงบางส่วนเป็น Performance-Driven Incentive (PDI)
ตัวอย่างเช่น หากมีงบประมาณขึ้นเงินเดือน 3% อาจแบ่งเป็นการขึ้นเงินเดือนแบบถาวร (Fixed Cost) เพียง 2% และนำอีก 1% ไปจัดสรรเป็น Incentive ที่ผูกกับผลการปฏิบัติงานหรือ KPI เฉพาะ โดยเงินส่วนนี้จะจ่ายก็ต่อเมื่อพนักงานสามารถทำได้ตามเป้าหมายเท่านั้น วิธีนี้ช่วยให้องค์กรสามารถให้รางวัลตามผลงานได้โดยไม่เพิ่มภาระต้นทุนคงที่ในระยะยาว
ในวันที่งบโบนัสไม่เอื้อ การจ่ายโบนัสไม่ควรถูกมองเป็น “เงินรางวัลปลายปีตามธรรมเนียม” อีกต่อไป แต่ต้องถูกออกแบบใหม่ให้เป็น เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ที่ยืดหยุ่น ตรงเป้า และกระตุ้นผลงานได้จริง โดยมี 3 แนวคิดหลักที่องค์กรควรพิจารณา
แทนการจ่ายครั้งเดียวปลายปี องค์กรสามารถ “ซอยโบนัส” เป็นรายไตรมาส หรือจ่ายเมื่อทำภารกิจสำคัญสำเร็จ ซึ่งมีข้อดีคือ
ลดแรงกดดันด้านกระแสเงินสด กระตุ้นผลงานได้ต่อเนื่องทั้งปี ทำให้โบนัสเชื่อมกับผลงานจริงมากขึ้น
โบนัสจะทรงพลังที่สุด เมื่อพนักงานรู้สึกว่าเป็นผลลัพธ์จากสิ่งที่พวกเขาลงมือทำจริง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือแนวคิด Self-funding Profit Sharing ซึ่งบริษัทจะแบ่งผลกำไรส่วนหนึ่งที่เกิดจากการที่พนักงานร่วมกันลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย กลับคืนไปเป็นโบนัสให้แก่พนักงาน ผลลัพธ์ไม่ใช่แค่เงิน แต่คือความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งสร้างแรงจูงใจได้ลึกกว่าในระยะยาว
โบนัสไม่ควรถูกเฉลี่ยให้ทุกคนใกล้เคียงกัน แต่ต้องสะท้อนผลงานอย่างชัดเจน กลุ่ม High Performer / Talent ควรได้รับสัดส่วนที่ “ต่างอย่างรู้สึกได้” จำนวนเงินต้อง แข่งขันกับตลาดได้จริง
“เพราะการรักษาคนเก่ง ถูกกว่าการสูญเสียเขาไปแล้วต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”
ในช่วงที่องค์กรไม่สามารถใช้ “ตัวเงิน” เป็นอาวุธหลัก Emotional Reward จะกลายเป็นพลังสำคัญในการรักษาใจและดึงศักยภาพของพนักงาน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้
🎉 Happy Friday
เลิกงานเร็วขึ้น (เช่น เดือนละครั้ง / ไตรมาสละครั้ง)
🌍 Work from Anywhere
เปิดโอกาสให้ทำงานจากที่ใดก็ได้ในช่วงเวลาที่กำหนด สะท้อนความเชื่อใจ และตอบโจทย์วิถีการทำงานยุคใหม่
💪 โปรแกรมฟิตเนส / ออกกำลังกาย การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการออกกำลังกาย
🧠 โปรแกรมดูแลสุขภาพจิต จัดกิจกรรมช่วยผ่อนคลายความเครียด เช่น คลาสจัดดอกไม้ นั่งสมาธิ
นี่คือการลงทุนโดยตรงในขีดความสามารถในอนาคตขององค์กร และเป็นการมอบเหตุผลที่ทรงพลังให้พนักงานอยู่ต่อ โดยแสดงให้เห็นถึงเส้นทางความก้าวหน้าและการพัฒนาทักษะที่ชัดเจน
📚 Learning Allowance การให้งบประมาณสนับสนุนเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง
🃏 Skill Cards ระบบสะสมทักษะ หากพนักงานสามารถพัฒนาทักษะได้ครบถ้วนตามกำหนด ก็จะได้รับรางวัลเพื่อเป็นการยอมรับ
🎟 Upskill Voucher บัตรกำนัลสำหรับใช้ในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่องาน
👥 Mentoring Program โครงการพี่เลี้ยงเพื่อช่วยในการพัฒนาสายอาชีพ
สรุปเปรียบเทียบแนวทางการบริหารค่าตอบแทน
เพื่อให้เห็นภาพรวมของกลยุทธ์ที่ต้องปรับเปลี่ยน สามารถสรุปความแตกต่างของแนวทางการบริหารค่าตอบแทนระหว่างยุคที่มีงบประมาณปกติและยุคที่มีงบประมาณจำกัดได้ดังตารางต่อไปนี้

Executive Insights: ภาพสะท้อนโจทย์จริงของการบริหารค่าตอบแทนยุคใหม่
จากการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกในช่วงท้ายของการสัมมนา สามารถสะท้อนให้เห็นทั้ง “โจทย์เชิงโครงสร้างที่องค์กรกำลังเผชิญ” และ “กรอบความคิดใหม่ที่ผู้บริหารต้องมี” ในการออกแบบค่าตอบแทนภายใต้งบประมาณจำกัด ซึ่งพบว่ามีอยู่ 3 Insight หลัก ดังนี้
โดยทั่วไป Non-monetary Reward เช่น Work from Anywhere หรือ Happy Friday มักถูกออกแบบให้พนักงานทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อสร้างบรรยากาศและความผูกพันโดยรวม อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ใช่ “ให้เท่ากันทุกคน” แต่คือ “เหมาะสมกับลักษณะงานของแต่ละกลุ่มหรือไม่”
ตัวอย่าง: พนักงานสายการผลิตอาจไม่สามารถเลิกงานก่อนเวลาได้ องค์กรจึงต้องออกแบบรางวัลทางเลือกที่สอดคล้องกับบริบทงาน เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกว่า เท่าเทียมแต่ไม่เป็นธรรม
สำหรับสายอุตสาหกรรม Performance-Driven Incentive (PDI) จะมีพลังได้ก็ต่อเมื่อผูกกับ KPI ที่จับต้องได้และควบคุมได้จริง
ตัวอย่างแนวทาง:
ผลงานระดับ Grade A → รับ Incentive 2,000 บาท/เดือน
ผลงานระดับ Grade B → รับ Incentive 1,000 บาท/เดือน
โดย KPI อาจเชื่อมโยงกับคุณภาพการผลิต การลดของเสีย และความปลอดภัยในการทำงาน แนวคิดนี้ช่วยเปลี่ยนรางวัลจาก “ต้นทุน” ให้กลายเป็น เครื่องมือกระตุ้นพฤติกรรมที่องค์กรต้องการจริง
หนึ่งในคำถามสำคัญคือ จะลดอคติจากหัวหน้างานในการประเมินผลงานได้อย่างไร คำตอบไม่ได้อยู่ที่ฟอร์มที่ซับซ้อนขึ้น แต่อยู่ที่ การทำความเข้าใจเป้าหมายของการประเมินให้ตรงกัน
การประเมินผลงานมี 2 วัตถุประสงค์หลัก:
🛠 Development – เพื่อค้นหา Performance Gap และพัฒนาศักยภาพพนักงาน
🏆 Reward – เพื่อให้รางวัลตามผลงานที่เกิดขึ้นจริง
แนวทางที่แนะนำคือ:
🎁 Balance the Rewards ใช้รางวัลที่ไม่ใช่ตัวเงินควบคู่กับรางวัลทางการเงิน
🎓 Enable the Evaluators อบรมหัวหน้างานให้เข้าใจเครื่องมือและหลักคิดในการประเมินอย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบประเมินในระยะยาว
เมื่อทรัพยากรไม่ได้มีให้ใช้อย่างไม่จำกัดอีกต่อไป คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ปีนี้จะขึ้นเงินเดือนหรือจ่ายโบนัสได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือ องค์กรกำลังใช้ทุกบาทของค่าตอบแทนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จริงหรือไม่? เรากำลังให้รางวัลกับ “ความอยู่รอด” หรือ “ผลงานที่สร้างผลกระทบ” เรากำลังรักษาคนเก่งไว้ด้วยโครงสร้างค่าตอบแทนที่ตอบโจทย์อนาคต หรือเพียงแค่ยื้อระบบเดิมที่คุ้นเคย และที่สำคัญที่สุด ในวันที่งบประมาณบังคับให้ต้องเลือก “เราพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้กระจายงบ ไปเป็นผู้ออกแบบคุณค่าให้กับคนขององค์กรอย่างแท้จริง”
บทความนี้เรียบเรียงจาก Insight บนเวที Total Rewards Forum 2026 เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์ด้านค่าตอบแทนและการบริหารทรัพยากรบุคคล บรรยายโดย คุณวรกิต เตชะพะโลกุล กรรมการผู้จัดการ People Insight Co.,Ltd. และที่ปรึกษาโครงการ Total Remuneration Survey, PMAT ในหัวข้อ Design Bonus & Salary Increase in a Low-Budget Era จัดโดย สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT)
สั่งซื้อได้แล้ว รายงานผลสำรวจค่าตอบแทนรวม & HR Benchmarking ปี 2568/2569 https://trsurvey.pmat.or.th/ สอบถาม โทร. 02-374-0588 ต่อ 32 มือถือ 061-838-1551



