>
ค่าตอบแทนและโบนัสในยุคงบประมาณจำกัด: จากต้นทุนสู่เครื่องมือเชิงกลยุทธ์
Article
January 27, 2026

ค่าตอบแทนและโบนัสในยุคงบประมาณจำกัด: จากต้นทุนสู่เครื่องมือเชิงกลยุทธ์

เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว และงบประมาณขององค์กรถูกบีบให้จำกัดลง “ค่าตอบแทน” จึงไม่ใช่แค่เรื่องงาน HR ประจำปีอีกต่อไป แต่กลายเป็น โจทย์เชิงกลยุทธ์ ที่กระทบทั้งความสามารถในการแข่งขัน และการรักษาคนเก่งขององค์กรโดยตรง

ในยุคงบประมาณจำกัด คำถามไม่ใช่ “จะขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์” แต่คือ “เงินที่มีอยู่ ควรถูกใช้จ่ายลงไปตรงไหนมากที่สุด” 

การปรับขึ้นเงินเดือนจึงไม่ใช่เรื่องตัวเลข แต่คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สะท้อนว่าองค์กรให้คุณค่ากับ “ผลงาน” มากกว่า “ความเคยชิน”

หัวใจของความท้าทายนี้คือการที่องค์กรต้องบริหารจัดการ 2 มุมมองไปพร้อมกันคือ

มุมมององค์กร ค่าตอบแทนคือ ต้นทุนและค่าใช้จ่าย (cost) ที่ต้องควบคุมอย่างรัดกุม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

มุมมองเชิงกลยุทธ์ ค่าตอบแทนคือ เครื่องมือสร้างขีดความสามารถ (capability) ขององค์กร เพื่อดึงดูด รักษา และจูงใจบุคลากรที่มีศักยภาพสูงให้ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า

ในบริบทเช่นนี้ การเลือก “คุมต้นทุน” หรือ “ลงทุนกับคน” เพียงด้านใดด้านหนึ่ง จึงไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป แต่คือ การออกแบบจุดสมดุลใหม่ ระหว่างมุมมองทั้ง 2 ด้าน

การปรับกระบวนทัศน์: จากการกระจายสู่การจัดสรรเชิงกลยุทธ์

เมื่อถอดรหัสแนวคิดจากการสัมมนา Designing Bonus & Salary Increase in a Low-Budget Era โดย คุณวรกิต เตชะพะโลกุล กรรมการผู้จัดการ People Insight Co.,Ltd. และที่ปรึกษาโครงการ Total Remuneration Survey, PMAT ชี้ให้เห็นถึงหัวใจสำคัญของการปรับวิธีคิดในการบริหารค่าตอบแทน จากแนวทางเดิมที่เน้น "การจัดสรรทรัพยากรให้ทุกคน" (Mass Distribution) ไปสู่การ "การกระจายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์" (Strategic Differentiation)

Strategic Differentiation คือการออกแบบค่าตอบแทนและโบนัสให้มุ่งไปยังบุคลากรและผลงานที่สร้าง “ผลกระทบสูงสุด” ต่อความสำเร็จขององค์กร ไม่ใช่การให้ทุกคนในอัตราเดียวกัน แต่เป็นการให้ ถูกคน ถูกบทบาท และถูกจังหวะ ภายใต้หลักการที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถอธิบายได้ เพื่อรักษาความรู้สึกเป็นธรรม (Equity) ในสายตาของพนักงาน

การเปลี่ยนแนวคิดนี้ ไม่ใช่การลดคุณค่าของคนส่วนใหญ่ แต่คือการยอมรับความจริงว่า ในยุคทรัพยากรจำกัด องค์กรไม่สามารถใช้เงินแบบ “หว่าน” ได้อีกต่อไป และจำเป็นต้องใช้ทุกบาทให้สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์อย่างแท้จริง

การปรับกระบวนทัศน์จาก การกระจาย สู่ การจัดสรร จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็นในการรับมือกับความท้าทายของโลกธุรกิจปัจจุบัน

ประเด็นท้าทายในการบริหารค่าตอบแทนยุคงบประมาณจำกัด

เมื่อองค์กรตัดสินใจขยับจากการ “กระจายให้ทุกคน” ไปสู่การ “จัดสรรเชิงกลยุทธ์” คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ประเด็นสำคัญและความท้าทายที่ผู้บริหารและฝ่ายทรัพยากรบุคคลไม่อาจมองข้ามคืออะไร การบริหารค่าตอบแทนในบริบทใหม่นี้ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของงบประมาณที่ลดลง แต่คือการตั้งคำถามกับกรอบคิดเดิมที่เคยใช้ได้ผลในอดีต

1. กับดักการขึ้นเงินเดือนประจำปี (Merit Parity Trap)
ความเชื่อที่ว่าพนักงานทุกคนที่ทำงานครบปีควรได้รับการขึ้นเงินเดือนตามมาตรฐาน กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลในวันที่งบประมาณมีจำกัด เมื่อองค์กรไม่สามารถ “ให้ทุกคนเท่าเดิม” ได้  การตัดสินใจใด ๆ ก็อาจถูกตีความว่า บริษัทไม่เห็นคุณค่าของความทุ่มเท
2. ภาระต้นทุนคงที่ที่สะสมไม่รู้จบ (Fixed Cost Burden)
การขึ้นเงินเดือนแต่ละครั้งไม่ได้จบแค่ปีนั้น แต่กลายเป็นต้นทุนถาวรขององค์กร หากรายได้ไม่เติบโตในอัตราเดียวกัน ต้นทุนที่สะสมจะค่อย ๆ บั่นทอนทั้งสภาพคล่องและความสามารถในการทำกำไรระยะยาว

3. เงินเดือนทับซ้อน และความเป็นธรรม (Salary Compression & Equity)
Salary Compression: ตลาดแรงงานที่เงินเดือนขยับเร็ว ทำให้พนักงานใหม่มีค่าตอบแทนใกล้เคียงหรือสูงกว่าพนักงานเดิมที่มีประสบการณ์มากกว่า

Internal Equity: ขณะที่องค์กรจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจว่าพนักงานที่ปฏิบัติงานในระดับค่าเดียวกัน (Job Grade) ได้รับค่าตอบแทนที่อยู่ในช่วงที่ใกล้เคียงกันและสอดคล้องกับผลการปฏิบัติงาน เพื่อรักษาความเป็นธรรมภายในองค์กร 

4. มุมมองที่มีต่อ “Total Reward” แคบและจำกัดจนเกินไป

พนักงานจำนวนมากยังมองค่าตอบแทนผ่านเลนส์ของเงินเดือนและโบนัสเป็นหลัก (Tangible Reward) จึงเกิดความท้าทายว่าองค์กรควรสื่อสารอย่างไรให้พนักงานเห็นคุณค่าของรางวัลในมิติอื่น โดยเฉพาะรางวัลทางอารมณ์ (Emotional Reward) เช่น โอกาสในการเติบโต การพัฒนาทักษะ และสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ซึ่งล้วนเป็นแรงจูงใจระยะยาวที่สำคัญไม่แพ้กัน

ทั้ง 4 ประเด็นสะท้อนชัดว่า องค์กรกำลังพึ่งพา “รางวัลที่เป็นตัวเงิน” มากเกินไป ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนในยุคงบประมาณจำกัด

หากต้องการหลุดออกจากวงจรนี้ องค์กรจำเป็นต้องขยายมุมมองให้กว้างขึ้น และนี่คือจุดที่ Total Rewards Framework เข้ามามีบทบาทในการจัดระบบคุณค่าทั้งหมดที่องค์กรเสนอให้กับพนักงาน ทั้งในสิ่งที่จับต้องได้ และคุณค่าทางใจ

กรอบแนวคิด Total Rewards Framework : มองค่าตอบแทนให้ครบกว่าที่เคย

หากองค์กรยังมอง “รางวัล” แค่เงินเดือนและโบนัส ก็เท่ากับกำลังใช้เครื่องมือไม่ครบมือ ในวันที่งบประมาณยิ่งจำกัด และการแข่งขันยิ่งสูงขึ้น

Total Rewards Framework คือกรอบคิดเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมของ “คุณค่าทั้งหมด” ที่มอบให้แก่พนักงาน ทั้งสิ่งที่เป็นตัวเงินและสิ่งที่ไม่สามารถตีราคาได้ตรง ๆ

หัวใจของกรอบแนวคิดนี้คือการขยายมุมมองจากคำถามว่า “จะจ่ายเท่าไร” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ “รางวัลแบบใด สร้างแรงจูงใจและผลกระทบต่อองค์กรได้มากที่สุด”

เราสามารถจัดระบบ Total Rewards ออกเป็น 2 แกนหลักคือ

สิ่งที่จับต้องได้ vs. จับต้องไม่ได้
ผลกระทบระดับรายบุคคล vs. ระดับองค์กร

เมื่อนำสองแกนนี้มาซ้อนกัน ก็จะได้องค์ประกอบของรางวัลออกมาเป็น 4 กลุ่มหลัก ซึ่งช่วยให้องค์กรออกแบบกลยุทธ์การจูงใจได้อย่างสมดุล ไม่ผูกทุกอย่างไว้กับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว

เพื่อให้เห็นว่า “เงิน” เป็นเพียงหนึ่งในสี่ของเกมทั้งหมด และในยุคงบประมาณตึงตัว รางวัลที่ไม่ใช่ตัวเงินอาจเป็นความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่ทรงพลังที่สุด

2 กลยุทธ์การปรับขึ้นเงินเดือน เมื่อ “งบมีจำกัด” แต่ “ความคาดหวังยังสูง”

ในวันที่งบประมาณตึงตัว การปรับขึ้นเงินเดือนด้วยสูตรเดิม ๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป และอาจยิ่งสร้างปัญหาในระยะยาว องค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการ “เฉลี่ยให้ทั่ว” มาเป็นการ “จัดสรรให้ตรงจุด”

กลยุทธ์ที่ 1 : Base Salary vs. Mid-point เปลี่ยนจุดคูณ เปลี่ยนผลลัพธ์

แนวทางที่ 1: ปรับจากฐานเงินเดือน (Base Salary)
หลักการ: นำเปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือนไปคูณกับฐานเงินเดือนปัจจุบันของพนักงานแต่ละคน

ข้อดี-ข้อเสีย: เป็นวิธีที่ง่ายและเป็นที่คุ้นเคย แต่มีข้อเสียเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญคือจะทำให้ช่องว่างของเงินเดือนระหว่างพนักงานที่มีฐานเงินเดือนสูงและต่ำ ถ่างกว้างออกจากกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะได้รับเปอร์เซ็นต์การขึ้นเท่ากันก็ตาม

แนวทางที่ 2: ปรับจากอัตรากลาง (Mid-point)
หลักการ: นำเปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือนไปคูณกับอัตราค่าจ้างกลาง (Mid-point) ของระดับงาน (Job Grade) นั้นๆ ซึ่งที่สำคัญคือ อัตรากลางนี้มาจากการเทียบเคียงกับอัตราค่าจ้างในตลาดแรงงาน (Market Rate)

  ข้อดี-ข้อเสีย: วิธีนี้มีข้อดีเชิงกลยุทธ์คือ ช่วยเร่งให้เงินเดือนของพนักงานที่ยังต่ำกว่าค่ากลางของตลาดขยับเข้าใกล้เร็วขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ขณะเดียวกันก็ช่วยชะลออัตราการเพิ่มของพนักงานที่เงินเดือนสูงอยู่แล้วไม่ให้เกินกรอบโครงสร้างเงินเดือนเร็วเกินไป

เงื่อนไขสำคัญ: การจะใช้วิธีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจำเป็นต้องมี 1) โครงสร้างเงินเดือนที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน และ 2) การสื่อสารและการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) ที่ดี เพื่อให้ผู้จัดการและพนักงานเข้าใจเหตุผลและประโยชน์ของวิธีการใหม่นี้

กลยุทธ์ที่ 2 : ใช้งบ “น้อย” ให้ได้ผล “มาก” 3 หลักคิดในการจัดสรรงบประมาณ
หลักคิดที่ 1 โฟกัสคนที่ “เสียไม่ได้”

ระบุกลุ่มบุคลากรสำคัญ (Cannot Afford to Lose) สิ่งแรกที่ต้องทำคือการระบุกลุ่มพนักงานที่บริษัทไม่สามารถเสียไปได้ ซึ่งโดยทั่วไปมักจะเป็นกลุ่ม Talent, Successor และผู้ที่ดำรงตำแหน่งงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด (Critical Position) จากนั้นควรพิจารณาแบ่งงบประมาณส่วนหนึ่งไว้เป็น Special Adjustment เพื่อใช้ปรับเงินเดือนเพิ่มเติมให้กับคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ เป็นการลงทุนเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

หลักคิดที่ 2 ไม่จำเป็นต้องขึ้นเงินเดือนให้ทุกคน 

พิจารณาไม่ปรับขึ้นเงินเดือนสำหรับทุกคน จากแนวคิดที่ว่าผลการปฏิบัติงานของคนส่วนใหญ่มักจะเข้าสู่ภาวะคงที่หรือลดลงหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง (S-Curve) ในขณะที่เงินเดือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมีความสมเหตุสมผลที่จะพิจารณา ไม่ปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงานที่มีผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน (เช่น เกรด D, E) ในกรณีที่งบประมาณมีจำกัดอย่างยิ่งยวด การจัดสรรเชิงกลยุทธ์นี้อาจหมายรวมถึงการไม่ปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงานที่มีผลงานตามมาตรฐานแต่ไม่โดดเด่น (เกรด C) เพื่อสงวนทรัพยากรไว้สำหรับกลุ่มบุคลากรที่มีผลงานสูงสุด

หลักคิดที่ 3 เปลี่ยน Fixed Cost ให้เป็น Variable Cost

แทนที่จะใส่เงินทั้งหมดลงในฐานเงินเดือน องค์กรสามารถแปลงบางส่วนเป็น Performance-Driven Incentive (PDI)

ตัวอย่างเช่น หากมีงบประมาณขึ้นเงินเดือน 3% อาจแบ่งเป็นการขึ้นเงินเดือนแบบถาวร (Fixed Cost) เพียง 2% และนำอีก 1% ไปจัดสรรเป็น Incentive ที่ผูกกับผลการปฏิบัติงานหรือ KPI เฉพาะ โดยเงินส่วนนี้จะจ่ายก็ต่อเมื่อพนักงานสามารถทำได้ตามเป้าหมายเท่านั้น วิธีนี้ช่วยให้องค์กรสามารถให้รางวัลตามผลงานได้โดยไม่เพิ่มภาระต้นทุนคงที่ในระยะยาว

3 กลยุทธ์การบริหารโบนัส “เมื่อเงินน้อย แต่แรงจูงใจห้ามหาย”

ในวันที่งบโบนัสไม่เอื้อ การจ่ายโบนัสไม่ควรถูกมองเป็น “เงินรางวัลปลายปีตามธรรมเนียม” อีกต่อไป แต่ต้องถูกออกแบบใหม่ให้เป็น เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ที่ยืดหยุ่น ตรงเป้า และกระตุ้นผลงานได้จริง โดยมี 3 แนวคิดหลักที่องค์กรควรพิจารณา

กลยุทธ์ที่ 1 : จากก้อนใหญ่ปลายปี สู่โบนัสสั้น ๆ ตามผลงานจริง
(Short-term & Milestone-based Bonus)

แทนการจ่ายครั้งเดียวปลายปี องค์กรสามารถ “ซอยโบนัส” เป็นรายไตรมาส หรือจ่ายเมื่อทำภารกิจสำคัญสำเร็จ ซึ่งมีข้อดีคือ

ลดแรงกดดันด้านกระแสเงินสด กระตุ้นผลงานได้ต่อเนื่องทั้งปี ทำให้โบนัสเชื่อมกับผลงานจริงมากขึ้น

กลยุทธ์ที่ 2 : เปลี่ยนความรู้สึกจาก “บริษัทจ่าย”เป็น “พนักงานสร้างเอง” (Earning over Paying)

โบนัสจะทรงพลังที่สุด เมื่อพนักงานรู้สึกว่าเป็นผลลัพธ์จากสิ่งที่พวกเขาลงมือทำจริง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือแนวคิด Self-funding Profit Sharing ซึ่งบริษัทจะแบ่งผลกำไรส่วนหนึ่งที่เกิดจากการที่พนักงานร่วมกันลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย กลับคืนไปเป็นโบนัสให้แก่พนักงาน ผลลัพธ์ไม่ใช่แค่เงิน แต่คือความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งสร้างแรงจูงใจได้ลึกกว่าในระยะยาว

กลยุทธ์ที่ 3 :  ให้ต่างอย่างมีเหตุผล และต้องแข่งขันได้ (Differentiated & Competitive Payouts)

โบนัสไม่ควรถูกเฉลี่ยให้ทุกคนใกล้เคียงกัน แต่ต้องสะท้อนผลงานอย่างชัดเจน กลุ่ม High Performer / Talent ควรได้รับสัดส่วนที่ “ต่างอย่างรู้สึกได้” จำนวนเงินต้อง แข่งขันกับตลาดได้จริง

“เพราะการรักษาคนเก่ง ถูกกว่าการสูญเสียเขาไปแล้วต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”

พลังของรางวัลที่ไม่ใช่ตัวเงิน (Emotional Reward)
“เมื่อเงินมีจำกัด แต่แรงจูงใจต้องไม่จำกัด”

ในช่วงที่องค์กรไม่สามารถใช้ “ตัวเงิน” เป็นอาวุธหลัก Emotional Reward จะกลายเป็นพลังสำคัญในการรักษาใจและดึงศักยภาพของพนักงาน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้

 1. เวลาและความยืดหยุ่น (Time & Flexibility) โฟกัสผลลัพธ์ มากกว่าเวลาที่นั่งอยู่ในออฟฟิศ

🎉 Happy Friday
เลิกงานเร็วขึ้น (เช่น เดือนละครั้ง / ไตรมาสละครั้ง)

🌍 Work from Anywhere
เปิดโอกาสให้ทำงานจากที่ใดก็ได้ในช่วงเวลาที่กำหนด สะท้อนความเชื่อใจ และตอบโจทย์วิถีการทำงานยุคใหม่

2. สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Health & Well-being) ลงทุนกับ “คน” ไม่ใช่แค่ “ตำแหน่งงาน”

💪 โปรแกรมฟิตเนส / ออกกำลังกาย การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการออกกำลังกาย

🧠 โปรแกรมดูแลสุขภาพจิต จัดกิจกรรมช่วยผ่อนคลายความเครียด เช่น คลาสจัดดอกไม้ นั่งสมาธิ

3. การเติบโตและพัฒนา (Growth & Development) ให้เหตุผลที่ดีกว่าเงิน… ทำไมพนักงานควรอยู่ต่อ 

นี่คือการลงทุนโดยตรงในขีดความสามารถในอนาคตขององค์กร และเป็นการมอบเหตุผลที่ทรงพลังให้พนักงานอยู่ต่อ โดยแสดงให้เห็นถึงเส้นทางความก้าวหน้าและการพัฒนาทักษะที่ชัดเจน

📚 Learning Allowance การให้งบประมาณสนับสนุนเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง

🃏  Skill Cards ระบบสะสมทักษะ หากพนักงานสามารถพัฒนาทักษะได้ครบถ้วนตามกำหนด ก็จะได้รับรางวัลเพื่อเป็นการยอมรับ

🎟  Upskill Voucher บัตรกำนัลสำหรับใช้ในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่องาน

👥 Mentoring Program โครงการพี่เลี้ยงเพื่อช่วยในการพัฒนาสายอาชีพ

สรุปเปรียบเทียบแนวทางการบริหารค่าตอบแทน

เพื่อให้เห็นภาพรวมของกลยุทธ์ที่ต้องปรับเปลี่ยน สามารถสรุปความแตกต่างของแนวทางการบริหารค่าตอบแทนระหว่างยุคที่มีงบประมาณปกติและยุคที่มีงบประมาณจำกัดได้ดังตารางต่อไปนี้

Executive Insights: ภาพสะท้อนโจทย์จริงของการบริหารค่าตอบแทนยุคใหม่

จากการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกในช่วงท้ายของการสัมมนา สามารถสะท้อนให้เห็นทั้ง “โจทย์เชิงโครงสร้างที่องค์กรกำลังเผชิญ” และ “กรอบความคิดใหม่ที่ผู้บริหารต้องมี” ในการออกแบบค่าตอบแทนภายใต้งบประมาณจำกัด ซึ่งพบว่ามีอยู่ 3 Insight หลัก ดังนี้

💡 Insight #1:
รางวัลที่ไม่ใช่ตัวเงิน ไม่จำเป็นต้องผูกกับผลงานเสมอไป — แต่ต้องยุติธรรมในเชิงบริบท

โดยทั่วไป Non-monetary Reward เช่น Work from Anywhere หรือ Happy Friday มักถูกออกแบบให้พนักงานทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อสร้างบรรยากาศและความผูกพันโดยรวม อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ใช่ “ให้เท่ากันทุกคน” แต่คือ “เหมาะสมกับลักษณะงานของแต่ละกลุ่มหรือไม่”

ตัวอย่าง: พนักงานสายการผลิตอาจไม่สามารถเลิกงานก่อนเวลาได้ องค์กรจึงต้องออกแบบรางวัลทางเลือกที่สอดคล้องกับบริบทงาน เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกว่า เท่าเทียมแต่ไม่เป็นธรรม

💡  Insight #2:
PDI ที่ได้ผล ต้องวัดได้จริง และผูกกับงานหน้างาน

สำหรับสายอุตสาหกรรม Performance-Driven Incentive (PDI) จะมีพลังได้ก็ต่อเมื่อผูกกับ KPI ที่จับต้องได้และควบคุมได้จริง

ตัวอย่างแนวทาง:

ผลงานระดับ Grade A → รับ Incentive 2,000 บาท/เดือน

ผลงานระดับ Grade B → รับ Incentive 1,000 บาท/เดือน

โดย KPI อาจเชื่อมโยงกับคุณภาพการผลิต การลดของเสีย และความปลอดภัยในการทำงาน แนวคิดนี้ช่วยเปลี่ยนรางวัลจาก “ต้นทุน” ให้กลายเป็น เครื่องมือกระตุ้นพฤติกรรมที่องค์กรต้องการจริง

💡  Insight #3:
ปัญหาอคติในการประเมิน แก้ได้ด้วย “ความชัดเจนของวัตถุประสงค์”

หนึ่งในคำถามสำคัญคือ จะลดอคติจากหัวหน้างานในการประเมินผลงานได้อย่างไร คำตอบไม่ได้อยู่ที่ฟอร์มที่ซับซ้อนขึ้น แต่อยู่ที่ การทำความเข้าใจเป้าหมายของการประเมินให้ตรงกัน

การประเมินผลงานมี 2 วัตถุประสงค์หลัก:

🛠 Development – เพื่อค้นหา Performance Gap และพัฒนาศักยภาพพนักงาน

🏆 Reward – เพื่อให้รางวัลตามผลงานที่เกิดขึ้นจริง

แนวทางที่แนะนำคือ:

🎁 Balance the Rewards ใช้รางวัลที่ไม่ใช่ตัวเงินควบคู่กับรางวัลทางการเงิน

🎓 Enable the Evaluators อบรมหัวหน้างานให้เข้าใจเครื่องมือและหลักคิดในการประเมินอย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบประเมินในระยะยาว

เมื่อทรัพยากรไม่ได้มีให้ใช้อย่างไม่จำกัดอีกต่อไป คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ปีนี้จะขึ้นเงินเดือนหรือจ่ายโบนัสได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือ องค์กรกำลังใช้ทุกบาทของค่าตอบแทนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จริงหรือไม่? เรากำลังให้รางวัลกับ “ความอยู่รอด” หรือ “ผลงานที่สร้างผลกระทบ” เรากำลังรักษาคนเก่งไว้ด้วยโครงสร้างค่าตอบแทนที่ตอบโจทย์อนาคต หรือเพียงแค่ยื้อระบบเดิมที่คุ้นเคย และที่สำคัญที่สุด ในวันที่งบประมาณบังคับให้ต้องเลือก “เราพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้กระจายงบ ไปเป็นผู้ออกแบบคุณค่าให้กับคนขององค์กรอย่างแท้จริง”

บทความนี้เรียบเรียงจาก Insight บนเวที Total Rewards Forum 2026 เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์ด้านค่าตอบแทนและการบริหารทรัพยากรบุคคล บรรยายโดย คุณวรกิต เตชะพะโลกุล กรรมการผู้จัดการ People Insight Co.,Ltd. และที่ปรึกษาโครงการ Total Remuneration Survey, PMAT ในหัวข้อ Design Bonus & Salary Increase in a Low-Budget Era จัดโดย สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT)

สั่งซื้อได้แล้ว รายงานผลสำรวจค่าตอบแทนรวม & HR Benchmarking ปี 2568/2569  
https://trsurvey.pmat.or.th/  สอบถาม โทร. 02-374-0588 ต่อ 32 มือถือ 061-838-1551

Tag:
Article
Share this post:
ถนอมรัตน์ ฟองเลา - เรียบเรียง

Related Knowledge Hub

Join for free and get personalized recommendations, updates and offers.
Article
แนวทางการดูแลพนักงานปี 2026: เมื่อ “ผลตอบแทน” ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป (Beyond Reward)
ปี 2026 องค์กรยังดูแลพนักงานด้วยสูตรเดิมอยู่หรือเปล่า? เงินเดือน + โบนัส + สวัสดิการแบบมาตรฐาน เคยเป็นคำตอบที่ถูกต้องในการดูแลพนักงาน แต่วันนี้อาจไม่ใช่อีกต่อไป
January 29, 2026
Article
6 กลยุทธ์ปฏิวัติระบบค่าตอบแทนในยุค Perfect Storm
เมื่อ #PerfectStorm เขย่าระบบการบริหารค่าตอบแทน เศรษฐกิจชะลอ ประชากรหด แรงงานขาด ทั้งหมดไม่ได้มาเป็นปัญหาเดี่ยว ๆ แต่จู่โจมมา พร้อมกัน
January 21, 2026
Article
SHRM 2026 HR Trends and Predictions
เจาะลึกเทรนด์และทิศทางกลยุทธ์ HR ปี 2026 จัดทำโดย HR Quarterly, SHRM ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจำเป็นต้องเตรียมพร้อมเพื่อปรับตัวต่อแนวโน้มใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2026 องค์กรของคุณพร้อมแล้วหรือยัง?
January 16, 2026