>
ก่อนจะถึงเดือนตุลาคม HR และ พนักงานต้องรู้อะไรเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง?
Article
September 7, 2026

ก่อนจะถึงเดือนตุลาคม HR และ พนักงานต้องรู้อะไรเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง?

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในข่ายต้องเริ่มนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่การเตรียมพร้อมไม่ได้มีเพียงการตั้งสูตรหัก 0.25% เพราะ HR ต้องตรวจให้ชัดว่าใครอยู่ในข่ายที่จะต้องถูกหัก และจะอธิบายยอดเงินที่เปลี่ยนไปกับพนักงานอย่างไร

วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เงินเดือนสุทธิของลูกจ้างบางส่วนในประเทศไทยจะลดลงเล็กน้อย

ไม่ใช่เพราะมีภาษีใหม่ และไม่ใช่การเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม แต่เป็นวันแรกที่นายจ้างและลูกจ้างซึ่งอยู่ในข่ายที่กฎหมายกำหนด ต้องเริ่มนำส่งเงินเข้าสู่ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง”

ซึ่งกำหนดการนี้เคยวางไว้ให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ก่อนจะถูกเลื่อนออกไปหนึ่งปี เพื่อให้ภาคธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีเวลาเตรียมระบบ

เมื่อนับถอยหลังมาถึงเดือนสุดท้าย เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงกฎหมายที่ฝ่าย HR ควรรู้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องพร้อมใช้งานจริงในระบบ Payroll ตั้งแต่งวดเงินเดือนเดือนตุลาคมเป็นต้นไป

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่กองทุนใหม่

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีอยู่แล้วภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยเดิมมีบทบาทเป็นกองทุนกลางสำหรับช่วยเหลือลูกจ้างในบางกรณี เช่น ถูกเลิกจ้างแล้วนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือเงินอื่นตามกฎหมาย

ดังนั้นสิ่งที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จึงไม่ใช่การตั้งกองทุนใหม่ แต่เป็นการเริ่มจัดเก็บ “เงินสะสม” จากลูกจ้างและ “เงินสมทบ” จากนายจ้างที่อยู่ในข่ายตามกฎหมาย

ในแต่ละเดือน นายจ้างจะหักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้าง พร้อมจ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้างเข้าไปในอัตราเท่ากัน เงินทั้งสองส่วนจะสะสมพร้อมดอกผลตามหลักเกณฑ์ของกองทุน และกลายเป็นเงินก้อนของลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน

แล้วต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร?

ทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีอยู่แล้วและมีกฎหมายรองรับเหมือนกัน แต่ถูกออกแบบมาแตกต่างกัน ดังนี้

กล่าวคือ กฎหมายไม่ได้บังคับให้ทุกบริษัทตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ทว่าตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายจ้างที่เข้าเกณฑ์ต้องตรวจสอบว่า ลูกจ้างคนใดยังไม่ได้รับความคุ้มครองผ่าน PVD หรือระบบช่วยเหลือที่เข้าเงื่อนไข และนำลูกจ้างคนนั้นเข้าสู่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ดังนั้น การมี PVD ไม่ได้ทำให้บริษัทได้รับยกเว้นทั้งองค์กรโดยอัตโนมัติ

ต้องหักและสมทบเดือนละเท่าไร?

อัตราการนำส่งถูกแบ่งออกเป็นสองช่วง

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574

  • ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง
  • นายจ้างจ่ายเงินสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป

  • ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.5% ของค่าจ้าง
  • นายจ้างจ่ายเงินสมทบ 0.5% ของค่าจ้าง

ตัวอย่างเช่น หากพนักงานมีค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท ในช่วงห้าปีแรก พนักงานจะถูกหักเงินสะสมเดือนละ 75 บาท ขณะที่นายจ้างสมทบเพิ่มอีก 75 บาท

รวมเป็นเงินเข้ากองทุนเดือนละ 150 บาท

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเงินประเภทใดนับเป็น “ค่าจ้าง” สำหรับใช้เป็นฐานคำนวณ ไม่ควรตั้งระบบโดยนำอัตรา 0.25% ไปคูณกับรายการรับทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

ไม่ใช่ลูกจ้างทุกคนที่จะถูกหัก

องค์กรที่อยู่ในข่ายที่ต้องปฏิบัติตามคือสถานประกอบกิจการซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และลูกจ้างยังไม่ได้รับความคุ้มครองผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือระบบช่วยเหลือที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย

ขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไม่ได้พิจารณาเฉพาะพนักงานประจำรายเดือน แต่ยังอาจครอบคลุมลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานพาร์ทไทม์ ลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างต่างด้าว และลูกจ้างที่ทำงานต่อหลังเกษียณด้วย

ประเด็นที่ HR ต้องระวังคือ แม้องค์กรจะมี PVD อยู่แล้ว แต่พนักงานบางคนก็อาจยังอยู่ในข่ายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เช่น

  • พนักงานทดลองงานที่ยังเข้าเป็นสมาชิก PVD ไม่ได้
  • พนักงานที่ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก PVD
  • พนักงานที่ออกจาก PVD แล้วแต่ยังทำงานอยู่
  • พนักงานกลุ่มอื่นที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกฎหมาย

HR จึงต้องตรวจสอบเป็นรายกลุ่มหรือรายบุคคล ไม่ใช่ตรวจเพียงว่า “บริษัทมี PVD แล้วหรือยัง”

เมื่อออกจากงาน ลูกจ้างได้รับเงินอะไร?

เมื่อลูกจ้างสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ไม่ว่าจะลาออก เกษียณ สิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสมของตน เงินสมทบจากนายจ้าง และดอกผลตามหลักเกณฑ์ของกองทุน

แม้เป็นกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้างจากการกระทำผิด เงินในส่วนสมาชิกก็ยังเป็นสิทธิที่ต้องพิจารณาแยกจากค่าชดเชยหรือข้อพิพาทเรื่องการเลิกจ้าง

หากลูกจ้างเสียชีวิต เงินตามสิทธิจะจ่ายให้แก่บุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้ในแบบ สกล.5 ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด การจัดทำและเก็บเอกสารระบุผู้รับเงินจึงเป็นอีกขั้นตอนที่ HR ไม่ควรมองข้าม

นอกจากนี้ กองทุนยังมี “เงินกองทุนกลาง” ซึ่งทำหน้าที่ต่างออกไป โดยใช้ช่วยเหลือลูกจ้างในกรณีที่ถูกเลิกจ้างแล้วนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือเงินอื่นตามกฎหมาย

โดยลูกจ้างต้องยื่นคำร้องและผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ เงินส่วนนี้จึงไม่ใช่เงินที่จะจ่ายให้ทุกคนโดยอัตโนมัติเมื่อออกจากงาน

4 เรื่องที่ HR และ Payroll ต้องเตรียมตัว
(1) ตรวจว่ากิจการและลูกจ้างคนใดอยู่ในข่าย

อย่าตรวจเพียงจำนวนพนักงานหรือสถานะการมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ควรแยกพนักงานเป็นรายกลุ่ม พร้อมตรวจสอบสถานะสมาชิก PVD และข้อยกเว้นตามกฎหมายให้ชัดเจน

(2) เตรียมข้อมูลและการขึ้นทะเบียน

ตรวจสอบรายชื่อลูกจ้าง เลขประจำตัว ข้อมูลการจ้าง และสถานะสมาชิกกองทุนให้เป็นปัจจุบัน รวมถึงศึกษาขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและนำส่งข้อมูลผ่านระบบที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด

(3) ปรับระบบ Payroll และกระบวนการนำส่ง

ระบบต้องคำนวณฐานค่าจ้าง หักเงินสะสม บันทึกเงินสมทบของนายจ้าง และรองรับการนำส่งได้ถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังต้องจัดการกรณีพนักงานเข้าใหม่ ออกจากงาน เปลี่ยนสถานะ หรือเข้าเป็นสมาชิก PVD ระหว่างเดือนได้ด้วย

ก่อนใช้งานจริงควรทดลองคำนวณกับพนักงานหลายรูปแบบ ไม่ใช่เฉพาะพนักงานที่ได้รับเงินเดือนคงที่

(4) สื่อสารกับพนักงาน

สำหรับพนักงาน สิ่งที่มองเห็นทันทีคือเงินเดือนสุทธิลดลง หากองค์กรไม่อธิบายล่วงหน้า พนักงานอาจเข้าใจว่าเป็นภาษีใหม่ ถูกหักเงินซ้ำกับประกันสังคม หรือบริษัทลดผลตอบแทนลง

การสื่อสารจึงควรตอบให้ได้อย่างน้อยสี่คำถาม

  • ถูกหักเท่าไร?
  • นายจ้างสมทบให้อีกเท่าไร?
  • เงินถูกเก็บไว้ที่ใด?
  • จะได้รับเงินเมื่อใดและในกรณีใดบ้าง?

ควรแจ้งเรื่องแบบ สกล.5 และช่องทางตรวจสอบสิทธิไว้พร้อมกัน เพื่อให้พนักงานไม่เพียงรับรู้ว่ามีเงินถูกหัก แต่เข้าใจว่าสิทธิของตนทำงานอย่างไร

ความพร้อมไม่ได้จบที่การตั้งสูตร 0.25%

สำหรับทีม Payroll ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจดูเหมือนการเพิ่มรายการหักและรายการสมทบอีกสองช่องในระบบ

แต่สำหรับ HR โจทย์ใหญ่กว่านั้นคือการจำแนกว่าใครอยู่ในข่าย ดูแลข้อมูลให้ถูกต้อง และทำให้พนักงานเข้าใจว่าเงินที่ลดลงจากยอดรับสุทธิไม่ได้หายไปจากสิทธิของเขา

วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จึงไม่ควรเป็นวันที่ HR เพิ่งเริ่มตอบคำถาม แต่ควรเป็นวันที่พนักงานรู้อยู่แล้วว่าจะเห็นอะไรในสลิปเงินเดือน และองค์กรมีระบบรองรับทุกขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว

วันนี้ องค์กรเราตอบได้หรือยังว่า พนักงานคนใดต้องเข้ากองทุน เงินประเภทใดต้องนำมาคำนวณ และจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรให้พนักงานเข้าใจตั้งแต่ก่อนเงินงวดเดือนตุลาคมจะออกมา

Source:

Tag:
Article
Share this post:
ถนอมรัตน์ ฟองเลา
Content Curator & Editor

Related Knowledge Hub

Join for free and get personalized recommendations, updates and offers.
Article
เมื่อค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ส่วนที่หายไปอาจเป็นงบขึ้นเงินเดือน
ต้นทุนสุขภาพของนายจ้างในสหรัฐฯ กำลังเพิ่มขึ้นใกล้ตัวเลข 2 หลักเป็นปีที่ 4 ขณะที่ 83% ของนายจ้างยอมรับว่า ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นกำลังเบียดงบค่าจ้างและเงินเดือน โจทย์ของ HR จึงไม่ใช่เพียงต่อรองค่าเบี้ย แต่ต้องรู้ว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นจากตรงไหนและใครกำลังเป็นผู้รับภาระ
September 11, 2026
Article
พนักงานถาม AI ได้ทุกเรื่อง แต่ฟีดแบ็กจากหัวหน้ายังทำแทนกันไม่ได้
พนักงานเริ่มหันไปหา AI เมื่อต้องการคำตอบเรื่องงาน แต่เมื่อได้รับฟีดแบ็ก พวกเขากลับตอบสนองดีกว่าเมื่อรู้ว่าหัวหน้าเป็นคนคิดและเขียนเอง เพราะฟีดแบ็กไม่ได้มีเพียงข้อมูล แต่ยังสะท้อนว่าหัวหน้ามองเห็นและใส่ใจผลงานของลูกทีมแค่ไหน
September 9, 2026
Article
เราไม่ได้สั่งให้ AI โกง แค่บอกให้ทำทุกทางเพื่อถึงเป้า
งานวิจัยพบว่า เมื่อให้คนรายงานผลด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่ 95% เลือกบอกความจริง แต่เมื่อมอบหมายให้ AI รายงานแทน และเลือกได้ว่าจะให้ AI เน้น “ความถูกต้อง” หรือ “ทำเงินให้มากที่สุด” มีเพียง 12–16% เท่านั้นที่ยังเลือกความถูกต้อง งานวิจัยนี้จึงชวนตั้งคำถามว่า เมื่อ AI เป็นผู้ลงมือทำแทนเรา คนจะรู้สึกรับผิดชอบต่อวิธีการที่ใช้ลดลงหรือไม่
September 8, 2026