วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เงินเดือนสุทธิของลูกจ้างบางส่วนในประเทศไทยจะลดลงเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะมีภาษีใหม่ และไม่ใช่การเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม แต่เป็นวันแรกที่นายจ้างและลูกจ้างซึ่งอยู่ในข่ายที่กฎหมายกำหนด ต้องเริ่มนำส่งเงินเข้าสู่ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง”
ซึ่งกำหนดการนี้เคยวางไว้ให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ก่อนจะถูกเลื่อนออกไปหนึ่งปี เพื่อให้ภาคธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีเวลาเตรียมระบบ
เมื่อนับถอยหลังมาถึงเดือนสุดท้าย เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงกฎหมายที่ฝ่าย HR ควรรู้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องพร้อมใช้งานจริงในระบบ Payroll ตั้งแต่งวดเงินเดือนเดือนตุลาคมเป็นต้นไป
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่กองทุนใหม่
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีอยู่แล้วภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยเดิมมีบทบาทเป็นกองทุนกลางสำหรับช่วยเหลือลูกจ้างในบางกรณี เช่น ถูกเลิกจ้างแล้วนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือเงินอื่นตามกฎหมาย
ดังนั้นสิ่งที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จึงไม่ใช่การตั้งกองทุนใหม่ แต่เป็นการเริ่มจัดเก็บ “เงินสะสม” จากลูกจ้างและ “เงินสมทบ” จากนายจ้างที่อยู่ในข่ายตามกฎหมาย
ในแต่ละเดือน นายจ้างจะหักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้าง พร้อมจ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้างเข้าไปในอัตราเท่ากัน เงินทั้งสองส่วนจะสะสมพร้อมดอกผลตามหลักเกณฑ์ของกองทุน และกลายเป็นเงินก้อนของลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน
แล้วต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร?
ทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีอยู่แล้วและมีกฎหมายรองรับเหมือนกัน แต่ถูกออกแบบมาแตกต่างกัน ดังนี้
.png)
กล่าวคือ กฎหมายไม่ได้บังคับให้ทุกบริษัทตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ทว่าตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายจ้างที่เข้าเกณฑ์ต้องตรวจสอบว่า ลูกจ้างคนใดยังไม่ได้รับความคุ้มครองผ่าน PVD หรือระบบช่วยเหลือที่เข้าเงื่อนไข และนำลูกจ้างคนนั้นเข้าสู่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ดังนั้น การมี PVD ไม่ได้ทำให้บริษัทได้รับยกเว้นทั้งองค์กรโดยอัตโนมัติ
ต้องหักและสมทบเดือนละเท่าไร?
อัตราการนำส่งถูกแบ่งออกเป็นสองช่วง
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574
- ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง
- นายจ้างจ่ายเงินสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป
- ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.5% ของค่าจ้าง
- นายจ้างจ่ายเงินสมทบ 0.5% ของค่าจ้าง
ตัวอย่างเช่น หากพนักงานมีค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท ในช่วงห้าปีแรก พนักงานจะถูกหักเงินสะสมเดือนละ 75 บาท ขณะที่นายจ้างสมทบเพิ่มอีก 75 บาท
รวมเป็นเงินเข้ากองทุนเดือนละ 150 บาท
อย่างไรก็ตาม ก็ต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเงินประเภทใดนับเป็น “ค่าจ้าง” สำหรับใช้เป็นฐานคำนวณ ไม่ควรตั้งระบบโดยนำอัตรา 0.25% ไปคูณกับรายการรับทั้งหมดโดยอัตโนมัติ
ไม่ใช่ลูกจ้างทุกคนที่จะถูกหัก
องค์กรที่อยู่ในข่ายที่ต้องปฏิบัติตามคือสถานประกอบกิจการซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และลูกจ้างยังไม่ได้รับความคุ้มครองผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือระบบช่วยเหลือที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
ขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไม่ได้พิจารณาเฉพาะพนักงานประจำรายเดือน แต่ยังอาจครอบคลุมลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานพาร์ทไทม์ ลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างต่างด้าว และลูกจ้างที่ทำงานต่อหลังเกษียณด้วย
ประเด็นที่ HR ต้องระวังคือ แม้องค์กรจะมี PVD อยู่แล้ว แต่พนักงานบางคนก็อาจยังอยู่ในข่ายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เช่น
- พนักงานทดลองงานที่ยังเข้าเป็นสมาชิก PVD ไม่ได้
- พนักงานที่ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก PVD
- พนักงานที่ออกจาก PVD แล้วแต่ยังทำงานอยู่
- พนักงานกลุ่มอื่นที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกฎหมาย
HR จึงต้องตรวจสอบเป็นรายกลุ่มหรือรายบุคคล ไม่ใช่ตรวจเพียงว่า “บริษัทมี PVD แล้วหรือยัง”
เมื่อออกจากงาน ลูกจ้างได้รับเงินอะไร?
เมื่อลูกจ้างสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ไม่ว่าจะลาออก เกษียณ สิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสมของตน เงินสมทบจากนายจ้าง และดอกผลตามหลักเกณฑ์ของกองทุน
แม้เป็นกรณีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้างจากการกระทำผิด เงินในส่วนสมาชิกก็ยังเป็นสิทธิที่ต้องพิจารณาแยกจากค่าชดเชยหรือข้อพิพาทเรื่องการเลิกจ้าง
หากลูกจ้างเสียชีวิต เงินตามสิทธิจะจ่ายให้แก่บุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้ในแบบ สกล.5 ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด การจัดทำและเก็บเอกสารระบุผู้รับเงินจึงเป็นอีกขั้นตอนที่ HR ไม่ควรมองข้าม
นอกจากนี้ กองทุนยังมี “เงินกองทุนกลาง” ซึ่งทำหน้าที่ต่างออกไป โดยใช้ช่วยเหลือลูกจ้างในกรณีที่ถูกเลิกจ้างแล้วนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือเงินอื่นตามกฎหมาย
โดยลูกจ้างต้องยื่นคำร้องและผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ เงินส่วนนี้จึงไม่ใช่เงินที่จะจ่ายให้ทุกคนโดยอัตโนมัติเมื่อออกจากงาน
4 เรื่องที่ HR และ Payroll ต้องเตรียมตัว
(1) ตรวจว่ากิจการและลูกจ้างคนใดอยู่ในข่าย
อย่าตรวจเพียงจำนวนพนักงานหรือสถานะการมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ควรแยกพนักงานเป็นรายกลุ่ม พร้อมตรวจสอบสถานะสมาชิก PVD และข้อยกเว้นตามกฎหมายให้ชัดเจน
(2) เตรียมข้อมูลและการขึ้นทะเบียน
ตรวจสอบรายชื่อลูกจ้าง เลขประจำตัว ข้อมูลการจ้าง และสถานะสมาชิกกองทุนให้เป็นปัจจุบัน รวมถึงศึกษาขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและนำส่งข้อมูลผ่านระบบที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด
(3) ปรับระบบ Payroll และกระบวนการนำส่ง
ระบบต้องคำนวณฐานค่าจ้าง หักเงินสะสม บันทึกเงินสมทบของนายจ้าง และรองรับการนำส่งได้ถูกต้อง
นอกจากนี้ ยังต้องจัดการกรณีพนักงานเข้าใหม่ ออกจากงาน เปลี่ยนสถานะ หรือเข้าเป็นสมาชิก PVD ระหว่างเดือนได้ด้วย
ก่อนใช้งานจริงควรทดลองคำนวณกับพนักงานหลายรูปแบบ ไม่ใช่เฉพาะพนักงานที่ได้รับเงินเดือนคงที่
(4) สื่อสารกับพนักงาน
สำหรับพนักงาน สิ่งที่มองเห็นทันทีคือเงินเดือนสุทธิลดลง หากองค์กรไม่อธิบายล่วงหน้า พนักงานอาจเข้าใจว่าเป็นภาษีใหม่ ถูกหักเงินซ้ำกับประกันสังคม หรือบริษัทลดผลตอบแทนลง
การสื่อสารจึงควรตอบให้ได้อย่างน้อยสี่คำถาม
- ถูกหักเท่าไร?
- นายจ้างสมทบให้อีกเท่าไร?
- เงินถูกเก็บไว้ที่ใด?
- จะได้รับเงินเมื่อใดและในกรณีใดบ้าง?
ควรแจ้งเรื่องแบบ สกล.5 และช่องทางตรวจสอบสิทธิไว้พร้อมกัน เพื่อให้พนักงานไม่เพียงรับรู้ว่ามีเงินถูกหัก แต่เข้าใจว่าสิทธิของตนทำงานอย่างไร
ความพร้อมไม่ได้จบที่การตั้งสูตร 0.25%
สำหรับทีม Payroll ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจดูเหมือนการเพิ่มรายการหักและรายการสมทบอีกสองช่องในระบบ
แต่สำหรับ HR โจทย์ใหญ่กว่านั้นคือการจำแนกว่าใครอยู่ในข่าย ดูแลข้อมูลให้ถูกต้อง และทำให้พนักงานเข้าใจว่าเงินที่ลดลงจากยอดรับสุทธิไม่ได้หายไปจากสิทธิของเขา
วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จึงไม่ควรเป็นวันที่ HR เพิ่งเริ่มตอบคำถาม แต่ควรเป็นวันที่พนักงานรู้อยู่แล้วว่าจะเห็นอะไรในสลิปเงินเดือน และองค์กรมีระบบรองรับทุกขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว
วันนี้ องค์กรเราตอบได้หรือยังว่า พนักงานคนใดต้องเข้ากองทุน เงินประเภทใดต้องนำมาคำนวณ และจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรให้พนักงานเข้าใจตั้งแต่ก่อนเงินงวดเดือนตุลาคมจะออกมา
Source:
- กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, “คำชี้แจงกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ปรับปรุง 2569)”: https://samutprakan.labour.go.th/attachments/article/3915/คำชี้เเจงกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง%20(ปรับปรุง%202569).pdf
- รัฐบาลไทย, “กสร. แนะนายจ้าง-ลูกจ้าง เตรียมความพร้อมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างรูปแบบใหม่ สร้างหลักประกันแรงงานไทย เริ่มเก็บเงินสะสม 1 ต.ค. 2569”: https://www.thaigov.go.th/th/news/167291
- กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, “พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568”: https://ewf.labour.go.th/2015-12-03-04-55-54/พระราชกฤษฎีกา/125-พระราชกฤษฎีกา-กำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง-พ-ศ-2568-ใหม่
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, “พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 และฉบับแก้ไข”: https://www.sec.or.th/TH/Documents/ActandRoyalEnactment/Act/act-pvd2530-codified.pdf
- กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, “กฎหมายและแบบฟอร์มเกี่ยวกับงานกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง”: https://protection.labour.go.th/2015-12-03-05-07-33/แบบฟอร์ม/235-แบบฟอร์มสำหรับงานกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
- Tilleke & Gibbins, “Thailand Postpones Employee Welfare Fund Contributions” (2 ก.ย. 2568): https://www.tilleke.com/insights/thailand-postpones-employee-welfare-fund-contributions/
- ไทยรัฐ, “โค้งสุดท้ายนับถอยหลัง! เช็กสิทธิ ‘กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง’ ฉบับพนักงาน ก่อนบังคับใช้ 1 ต.ค.นี้” (1 ก.ย. 2569): https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/wealth_management/2956619


.png)

.png)
.png)
.png)