>
ฟังให้ได้ยินสิ่งที่เขาไม่ได้พูด: 10 ปีบนเส้นทางนักฟังของ “โกโก้ กกกร”
Article
September 6, 2026

ฟังให้ได้ยินสิ่งที่เขาไม่ได้พูด: 10 ปีบนเส้นทางนักฟังของ “โกโก้ กกกร”

จากนักแสดงสู่บทบาทอาสาสมัครนักฟัง ชวนสำรวจบทเรียนจากประสบการณ์กว่า 10 ปีของ “โกโก้ กกกร” ว่าการฟังอย่างลึกซึ้งอาจไม่ได้เริ่มจากการรู้ว่าควรพูดอะไร แต่อยู่ที่การรู้ว่าเมื่อไรควรวางตัวเองลง และฟังคนตรงหน้าอย่างแท้จริง

‍

หลายคนอาจรู้จัก โกโก้ กกกร เบญจาธิกูล จากบท “เจ๊เปีย” ในภาพยนตร์ สตรีเหล็ก หรือบท “วีนัส” ในละคร มาตาลดา

แต่มีอีกบทบาทหนึ่งที่เธอทำมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี

บทบาทที่ไม่มีบทให้ท่อง ไม่มีคนดู และบางครั้ง...สิ่งสำคัญที่สุดกลับเป็นการไม่พูดอะไรเลย

นั่นคือการเป็น “นักฟัง”

‍

ในฐานะอาสาสมัครนักฟังของธนาคารสติ พี่โกโก้ผ่านการรับฟังเรื่องราวของผู้คนที่กำลังเผชิญความทุกข์ ทั้งผ่านข้อความ โทรศัพท์ และการนั่งอยู่ตรงหน้าด้วยกัน

เรื่องที่ถูกเล่ามีตั้งแต่ความสัมพันธ์ การทำงาน ครอบครัว ไปจนถึงช่วงเวลาที่ชีวิตของใครบางคนกำลังหนักเกินกว่าจะรับมือคนเดียว

10 กว่าปีของการฟังไม่ได้ทำให้เธอมีคำตอบสำหรับทุกปัญหา

ตรงกันข้าม...

สิ่งหนึ่งที่เส้นทางนี้ค่อย ๆ สอน คือ บางครั้งสิ่งที่คนตรงหน้าต้องการมากที่สุด อาจไม่ใช่คำตอบจากเราเลย

‍

‍

ยิ่งอยากช่วย บางครั้งเรายิ่งรีบ

เวลาใครสักคนเดินเข้ามาพร้อมปัญหา สัญชาตญาณแรกของเรามักเป็นการอยากทำอะไรสักอย่าง

เสนอทางออก
เล่าประสบการณ์ของตัวเอง
บอกว่า “ถ้าเป็นเรา...”
หรือรีบปลอบให้เขารู้สึกดีขึ้น

ทั้งหมดนี้เกิดจาก "ความหวังดี"

แต่ความหวังดีที่มาเร็วเกินไป ก็อาจทำให้เราหลุดออกจากบทบาทของ “คนฟัง” โดยไม่รู้ตัว

‍

พี่โกโก้อธิบายเรื่องนี้ไว้ชัดมากว่า

“เราคิดว่ากำลังช่วยเขาด้วยการรีบพูดต่อ
แต่จริง ๆ แล้ว เรากำลังพาบทสนทนาออกจากเรื่องของเขา
มาเป็นเรื่องของเราแทน”

เมื่อเราฟังไปพร้อมกับคิดว่า “เดี๋ยวจะตอบอะไร” หรือ “ถ้าเป็นเรา เราจะทำแบบไหน” จุดสนใจของบทสนทนาก็เริ่มเคลื่อนจากเรื่องของคนตรงหน้า กลับมาอยู่ที่ตัวเรา

‍

งานวิจัยเรื่องคำแนะนำในที่ทำงานก็พบสิ่งที่น่าสนใจในทิศทางเดียวกัน คือคำแนะนำที่ผู้รับไม่ได้ร้องขอ มีแนวโน้มถูกตีความว่าเกิดจากแรงจูงใจเพื่อตัวผู้ให้มากกว่าคำแนะนำที่ผู้รับเป็นฝ่ายขอเอง

ไม่ได้หมายความว่า “อย่าให้คำแนะนำ”

แต่อาจหมายความว่า ก่อนจะรีบช่วย เราควรฟังให้รู้ก่อนว่า

ตอนนี้เขากำลังต้องการ “ทางออก”
หรือกำลังต้องการ “พื้นที่ให้พูด”

‍

‍

แม้แต่คำปลอบใจ ก็อาจมาเร็วเกินไป

“หนูรู้สึกแย่มากที่พลาดงานนี้ไป...”

“ไม่เป็นไรนะ อย่าคิดมาก ทุกคนก็เคยพลาด”

เป็นบทสนทนาที่เรามักพบได้ในที่ทำงานทุก ๆ วัน

คนตอบไม่ได้ทำอะไรผิด เขากำลังพยายามทำให้คนตรงหน้ารู้สึกดีขึ้น

แต่ถ้าคนพูดยังมีอีกหลายอย่างที่อยากเล่าล่ะ?

‍

ถ้าเขายังอยากพูดว่าเรื่องนี้กระทบเขาอย่างไร?
เขากลัวอะไร?
หรือมีบางอย่างที่เพิ่งรวบรวมความกล้าพอจะพูดออกมา

คำปลอบใจที่มาเร็วเกินไป อาจทำให้บทสนทนาปิดลงก่อนที่เรื่องจริงจะได้เริ่ม

‍

พี่โกโก้เปรียบเรื่องนี้ให้ฟังว่า...

“การปลอบใจเร็วเกินไป
บางทีก็เหมือนการปิดทางระบายความรู้สึกของเขา
ก่อนที่เขาจะได้พูดออกมาให้หมด”

การฟังอย่างลึกซึ้งจึงไม่ได้หมายถึงการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้นให้เร็วที่สุด

บางครั้งเราเพียงต้องอยู่ตรงนั้นให้นานพอ
จนเขาได้พูดสิ่งที่ต้องการพูดออกมาให้หมดก่อน

‍

ร่างกายอยู่ตรงหน้า แต่ใจอาจไม่ได้อยู่ด้วย

เราสามารถนั่งอยู่ตรงหน้าคนคนหนึ่ง
สบตา
พยักหน้า
และไม่ได้ลุกไปไหน

แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเรายัง “อยู่” ในบทสนทนานั้นจริง ๆ

พี่โกโก้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า...

‍“ร่างกายอยู่ตรงหน้ากันได้ แต่ใจไม่ได้อยู่ด้วยกันเสมอไป และคนที่พูดอยู่มักจะรู้สึกได้”

ประโยคหลังสำคัญมาก

คนที่พูดอยู่ มักจะรู้สึกได้

เราหลุดไปคิดเรื่องอื่นหรือเปล่า?
เหลือบมองโทรศัพท์ไหม?
เริ่มรีบจะจบบทสนทนาหรือยัง?
หรือกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูดอยู่จริง ๆ

‍

งานวิจัยของ Przybylski และ Weinstein จาก University of Essex พบว่า แม้เพียงการมีโทรศัพท์มือถืออยู่ในบริเวณที่คนสองคนกำลังสนทนากัน ก็สามารถกระทบความรู้สึกใกล้ชิดและคุณภาพความสัมพันธ์ได้ โดยเฉพาะเมื่อบทสนทนานั้นเป็นเรื่องที่มีความหมาย

บางทีการฟังจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “หูเราได้ยินหรือไม่”

แต่อยู่ที่ว่า...

คนตรงหน้ารู้สึกไหมว่า...
ตอนนี้เรายังอยู่กับเขา

‍

‍

ฟัง ณ ปัจจุบัน คือการฟังมากกว่าคำพูด

เมื่อเราอยู่กับบทสนทนาได้นานพอ สิ่งที่เริ่มได้ยินอาจไม่ใช่เพียงเนื้อหาของประโยค

บางครั้งน้ำเสียงเปลี่ยนไป
บางคำถูกพูดซ้ำ
บางช่วงพูดเร็วขึ้น
บางช่วงกลับเงียบลง

หรือมีเรื่องบางเรื่องที่ถูกเล่าวนอยู่รอบ ๆ แต่ยังไม่ถูกพูดออกมาตรง ๆ

พี่โกโก้อธิบายการฟังในจังหวะนี้ว่า...

“ฟัง ณ ปัจจุบัน
ไม่ใช่แค่ฟังคำพูด
แต่คือการได้ยินสิ่งที่อยู่เบื้องหลังคำพูดด้วย”

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังคำพูดไม่ได้หมายถึงการอ่านใจหรือเดาเอาเองว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอะไร

แต่มันคือการสังเกตว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นตรงหน้าเราจริง ๆ

เขาพูดอะไร
น้ำเสียงเปลี่ยนตรงไหน
จังหวะไหนที่เงียบ
และมีอะไรที่เรายังไม่เข้าใจ

นี่อาจเป็นจุดที่การฟังเริ่มเคลื่อนจากการ “รับข้อมูล” ไปสู่การ “มองเห็นคน”

‍

บางครั้งคำถาม 1 คำถาม

ทำงานมากกว่าคำแนะนำ 10 ข้อ

มีเหตุการณ์เล็ก ๆ ในบทสัมภาษณ์ของ The Cloud ที่สะท้อนวิธีคิดของพี่โกโก้ได้ดี

ผู้เขียนเล่าว่าตัวเองเป็น “สาวขี้แย” และมีความรู้สึกไม่ดีกับการเป็นคนร้องไห้ง่าย

พี่โกโก้ไม่ได้บอกว่าไม่ควรรู้สึกแบบนั้น
ไม่ได้ปลอบว่า “ร้องไห้ได้ไม่เป็นไร”
และไม่ได้บอกว่าต้องเปลี่ยนตัวเองอย่างไร

เธอถามกลับเพียงว่า...

“แล้วคำว่า ‘ขี้แย’ มาจากคนอื่น หรือเราบอกตัวเอง”

คำถามนั้นไม่ได้ให้คำตอบ

แต่มันกำลังคืนพื้นที่ให้คนพูดกลับไปฟังเสียงของตัวเองอีกครั้ง

ซึ่งเป็นความแตกต่างสำคัญระหว่าง การฟัง กับ การแก้ปัญหา

เวลาอยากแก้ปัญหา เรามักคิดว่า

“เราจะช่วยเขาอย่างไร?”

แต่ถ้าเป็นการฟัง เราอาจเริ่มจากอีกคำถามหนึ่ง

“มีอะไรในเรื่องของเขาที่เรายังไม่ได้ยิน?”

‍

ก่อนจะฟังคนอื่น เราต้องได้ยินตัวเองด้วย

การฟังอย่างลึกไม่ได้หมายถึงการเปิดรับทุกเรื่องของทุกคนตลอดเวลา

เพราะขณะที่เราฟังคนอื่น ตัวเราก็ยังอยู่ในบทสนทนานั้นด้วย

เรามีประสบการณ์ ความเชื่อ อคติ ความกลัว และความต้องการที่จะเห็นคนตรงหน้าดีขึ้น

‍

บางครั้งเรารีบให้คำแนะนำ เพราะเราเองทนอยู่กับความไม่แน่นอนของเขาได้ยาก
บางครั้งเรารีบปลอบ เพราะเราไม่รู้ว่าจะอยู่กับความเศร้าของคนตรงหน้าอย่างไร
และบางวัน เราเองก็ไม่มีพลังเหลือพอที่จะรับฟังใครจริง ๆ

‍

การเป็นผู้ฟังที่ดีจึงไม่ใช่การหายตัวไปจากบทสนทนา

แต่คือการรู้ว่า...

อะไรคือเรื่องของเขา
และอะไรคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตัวเรา

รู้ว่าเมื่อไรควรฟังต่อ
เมื่อไรควรพัก
เมื่อไรควรรักษาขอบเขต
และเมื่อไรเรื่องตรงหน้าเกินขอบเขตที่เราจะช่วยได้

การฟังคนอื่นให้เป็น จึงเริ่มจากการฟังตัวเองให้เป็นด้วย
‍

‍

10 ปีของการฟัง ได้เรียนรู้เรื่องที่เรียบง่ายที่สุด

เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่น่าสนใจจากเส้นทางการเป็นผู้รับฟังของพี่โกโก้ อาจไม่ใช่การมี “เทคนิค” ที่ทำให้รู้ว่าต้องพูดอะไรในทุกสถานการณ์

แต่อาจเป็นการฝึกทำสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทำได้ยากมาก คือ
"การวางตัวเองลงชั่วคราว"

ไม่รีบตอบ
ไม่รีบแก้
ไม่รีบปลอบ
ไม่รีบตัดสิน

และไม่รีบเปลี่ยนเรื่องของคนตรงหน้า ให้กลายเป็นเรื่องที่เราเคยเจอ

เพื่อให้เขาได้มีพื้นที่เป็นเจ้าของเรื่องราวของตัวเอง

ซึ่งการฟังแบบนี้ไม่ใช่แค่พรสวรรค์ของคนบางคน

งานวิจัยของ Itzchakov, Weinstein และ Cheshin ศึกษาการฝึกทักษะการฟังในสถานที่ทำงาน พบว่าพนักงานที่ได้รับการฝึกมีความรู้สึกเชื่อมโยงกับเพื่อนร่วมงานสูงขึ้น ขณะที่ burnout และความตั้งใจลาออกลดลง และความแตกต่างเหล่านี้ยังพบในการติดตามผลอีก 3 สัปดาห์ต่อมา

เรื่องราวจากประสบการณ์ของนักฟังคนหนึ่ง จึงมาบรรจบกับสิ่งที่งานวิจัยกำลังบอกเราอีกทางหนึ่งว่า

การฟังเป็นสิ่งที่ฝึกได้

‍

จุดเริ่มต้นของ Deep Listening อาจไม่ใช่การเรียนรู้ว่าเราควรพูดอะไรต่อ

แต่อาจเป็นการเรียนรู้ว่า...

เมื่อไร...เราควรยังไม่ต้องพูดอะไรเลย

‍

จากประสบการณ์กว่า 10 ปี สู่ The 7L Deep Listening Model

ประสบการณ์จากการรับฟังผู้คน การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และการสำรวจตัวเองในฐานะผู้ฟัง ถูกนำมาพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร

Deep Listening: Building a Listening Culture
1-Day Intensive Workshop | The 7L Deep Listening Model

Workshop & Practical ที่ไม่ได้เริ่มจากการสอนว่า “ผู้ฟังที่ดีต้องทำอะไร”

แต่พากลับไปสำรวจว่า เราเป็นใครในขณะที่กำลังฟัง ก่อนค่อย ๆ ฝึกการฟังในระดับที่ลึกขึ้น การก้าวข้ามอุปสรรคของการฟัง การฟังสิ่งที่อยู่เหนือถ้อยคำ การพาบทสนทนา การดูแลขอบเขตของผู้ฟัง และการนำการฟังกลับไปสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยขึ้นในทีมและองค์กร

วิทยากร คุณกกกร (โกโก้) เบญจาธิกูล

Facilitator, Volunteer Listener, Artist

ผู้มีประสบการณ์ด้านการรับฟังผู้คนและออกแบบกระบวนการเรียนรู้มากกว่า 10 ปี

📅

1 ตุลาคม 2569

📍

Grande Centre Point Ploenchit

PMAT Member 6,000 บาท | General 8,000 บาท

พิเศษ! มา 3 จ่าย 2

เหมาะสำหรับ Leaders • Managers • HR / ER / EX • People Professionals และทุกคนที่เชื่อว่า การฟังที่ดี สร้างที่ทำงานที่ดีขึ้นได้

‍

สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ 061-821-4441 (โตโต้)

‍

อ่านเรื่องราว "นักฟังนางมารร้ายศิษย์พระพุทธเจ้า" ได้ที่ https://readthecloud.com/.../cloud-of-thoughts/coco-gokgorn/

‍

Download โบว์ชัวร์เพิ่มเติมได้ที่ https://shorturl.at/YwJJ6

‍

ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/aCuNAaHvDMW4eNYf8

‍

‍

Source
  • Landis, Fisher & Menges (2022), How Employees React to Unsolicited and Solicited Advice in the Workplace, Journal of Applied Psychology. PubMed / DOI
  • Przybylski & Weinstein (2013), Can you connect with me now? How the presence of mobile communication technology influences face-to-face conversation quality, Journal of Social and Personal Relationships. SAGE / DOI
  • Itzchakov, Weinstein & Cheshin (2023), Learning to listen: Downstream effects of listening training on employees' relatedness, burnout, and turnover intentions, Human Resource Management. Wiley Online Library
  • The Cloud, บทสัมภาษณ์ “โกโก้ กกกร จากเจ๊เปียแห่งสตรีเหล็กสู่อาสาสมัครนักฟังและนางมารศิษย์พระอรหันต์”

‍

Tag:
Article
Share this post:
ถนอมรัตน์ ฟองเลา (เล่าเรื่อง) / พิชชา วัฒนสุขชัย (ถ่ายภาพ)

Related Knowledge Hub

Join for free and get personalized recommendations, updates and offers.
Article
เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนงาน องค์กรต้องเปลี่ยนอะไร? 7 คำถามจาก IBM CHRO Study 2026
รายงาน IBM CHRO Study 2026 ชวนให้ทบทวนอนาคตการทำงานร่วมกับ AI ผ่าน 7 คำถามสำคัญ ตั้งแต่ทักษะที่อาจเสื่อมถอย ระบบประเมินผลงาน เส้นทางเติบโตของคนรุ่นใหม่ ไปจนถึงการออกแบบงานและความรับผิดชอบใหม่ ภายใต้แนวคิด Rethink — Reimagine — Redesign
October 15, 2026
Article
หัวหน้าคนเดียว... เปลี่ยนความรู้สึกของคนทั้งทีมได้มากแค่ไหน?
หัวหน้างานมีอิทธิพลต่อความผูกพันของพนักงานมากเพียงใด? Gallup พบว่าหัวหน้ามีส่วนอธิบายความแตกต่างของ Employee Engagement ระหว่างทีมได้อย่างน้อยถึง 70%
October 14, 2026
Article
อบรม Cybersecurity ทุกปี ทำไมพนักงานยังตกเป็นเหยื่ออีเมลหลอกลวง?
งานวิจัยจาก UC San Diego Health ศึกษาพนักงานกว่า 19,500 คนตลอด 8 เดือน พบข้อจำกัดของการอบรม Cybersecurity ประจำปีในการป้องกันอีเมลฟิชชิ่ง เรื่องนี้ชวนให้ HR และ L&D กลับมาทบทวนว่า เหตุใดการฝึกอบรมจึงไม่ช่วยให้พนักงานเปลี่ยนพฤติกรมได้จริง
October 14, 2026